คนไทยซื้อบ้านแพง เพราะสินบน

คนไทยซื้อบ้านแพงเพราะเงินสินบน

ทุกวันนี้คนไทยต้องซื้อบ้านและคอนโดมิเนียมในราคาจะแพงเกินจริง เหตุเพราะผู้ประกอบการได้บวกต้นทุนเพิ่มขึ้นจากการที่เขาต้องจ่ายเงินสินบนให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อให้ออกใบอนุญาตอนุมัติต่างๆ

โดยประเมินว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ต้องจ่ายเงินประมาณ 1.5 – 2.7 หมื่นบาทต่อยูนิตก่อสร้าง ขณะที่รายเล็กต้องจ่ายประมาณ 2 – 5 หมื่นบาทต่อหลัง แต่หากเป็นกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงกฎหมายบางอย่างก็อาจต้องจ่ายมากถึงร้อยละ 10 ของต้นทุน เช่น บ้านราคา 3 ล้านบาทต้องจ่ายสารพัดเงินสินบนถึง 3 แสนบาท

แม้การก่อสร้างบ้านของตัวเอง คนส่วนใหญ่ก็ยังต้องจ่ายใต้โต๊ะประมาณ 1 – 3 หมื่นบาท โดยเจ้าของบ้านอาจจ่ายด้วยตนเองหรือจ่ายผ่านสถาปนิกผู้ออกแบบหรือผู้รับเหมาก่อสร้าง แต่ถ้าเป็นการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ เช่น อพาร์ทเม้นท์ โรงงาน อาคารสำนักงาน ร้านอาหาร ราคาจะสูงกว่านี้อีกมากตามแต่กรณีและพื้นที่

จากการสำรวจยังพบว่า จำนวนใบอนุญาตอนุมัติที่ผู้ประกอบธุรกิจบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมต้องจ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชาเป็นค่าหล่อลื่นเพื่อมิให้มีการกลั่นแกล้งหรือดึงเรื่องให้ชักช้านี้ แต่ละโครงการอาจต้องยื่นขอมากถึง 15 – 25 รายการ เช่น การออกหรือแยกโฉนด ใบอนุญาตจัดสรรฯ ใบอนุญาตก่อสร้าง ขอติดตั้งน้ำประปา – ไฟฟ้า ค่าจดโอนกรรมสิทธิ์ให้ลูกค้า ค่าทำถนนหรือสะพานเชื่อมทาง เป็นต้น

นอกจากนี้ในระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ยังต้องจ่ายเงินเบี้ยบ้ายรายทางให้กับเจ้าหน้าที่ที่มาเรียกเก็บเป็นรายเดือนโดยไม่มีใบเสร็จอีกจำนวนมาก โดยพบว่าโครงการขนาดใหญ่บางรายต้องจ่ายให้กับผู้มาเรียกเก็บมากถึง 32 รายการ

ข้ออ้างหรือข้อหาที่ใช้เรียกเงินไม่ว่าจะมีการทำผิดจริงหรือไม่ก็ตาม เช่น ส่งเสียงรบกวนผู้อื่น รถขนดินหกเรี่ยราด มีการใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ไม่ป้องกันฝุ่นละออง ค่าดูแลในพื้นที่ เป็นต้น

เรื่องเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของปัญหาสังคม “หลับตา – ใต้โต๊ะ – หล่อลื่น” ที่แก้ไม่ได้สักที ทั้งๆ ที่เรามี พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการฯ มาเกือบสองปีแล้ว องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ จึงได้จัดงานเสวนา “ใบอนุญาตก่อสร้าง: ความสะดวกที่ต้องจ่าย จริงหรือ?”

เพื่อเป็นเวทีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับรู้ ในวันพฤหัสบดีที่ 22 มิถุนายน ศกนี้ เวลา 9.00 – 12.00 น. ณ โรงแรมดุสิตธานี สีลม กทม.

ดร. มานะ นิมิตรมงคล

เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

18/6/60

Advertisements

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ปราบคอร์รัปชัน ทำให้เศรษฐกิจฝืดเคือง จริงหรือ?

7/6/60

เศรษฐกิจฝืดเคือง เพราะรัฐบาลปราบคอร์รัปชัน จริงหรือ

หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวว่า “นายกฯ ชี้ เศรษฐกิจฝืดเคือง เหตุเพราะรัฐบาลปราบคอร์รัปชัน” ทำให้มีคนตั้งคำถามว่า ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าคอร์รัปชันมีประโยชน์ เพราะทำให้คนมีเงิน ค้าขายคล่องตัว ช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศไหลเวียนและเฟื่องฟู ใช่หรือไม่?

ที่ผ่านมาสังคมบ้านเราเข้าลักษณะ “หลับตา – ใต้โต๊ะ – หล่อลื่น” คือ บ่อยครั้งที่คนทำผิดแต่เจ้าหน้าที่กลับปล่อยปละละเลยไม่จับกุมไม่ลงโทษ  มีการจ่ายใต้โต๊ะเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย มีการจ่ายสินบนแลกกับการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีคนเพียงไม่กี่คนที่ตักตวงทรัพยากรของส่วนรวมไปอย่างไม่เป็นธรรม นักธุรกิจบางรายค้าขายผิดกฎหมายทำให้เงินภาษีที่รัฐควรได้หายไปจากระบบ ขณะที่ความร่ำรวยตกไปอยู่ในมือของคนละโมบเพียงหยิบมือ ประเทศกลับพัฒนาอย่างไร้ทิศทาง สังคมไทยจึงเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำและความขัดแย้งเป็นปัญหาวิกฤติที่ยังแก้ไม่ตกในปัจจุบัน

ดังนั้นการปราบคอร์รัปชันอย่างเข้มงวดจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ผลกระทบที่ตามมาคือมันทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนจากธุรกิจสีเทาจำนวนมหาศาลที่เคยสะพัดอยู่ในตลาดกลับลดน้อยลง สภาพเช่นนี้อาจส่งผลให้การจับจ่ายใช้สอยในระบบเศรษฐกิจเกิดการชะงักงันได้ แต่ปัญหาเช่นนี้จะเป็นเพียงระยะสั้นและเกี่ยวพันกับคนเฉพาะกลุ่มหรือเฉพาะพื้นที่เท่านั้น ซึ่งบทเรียนจากประเทศที่มีปัญหาคอร์รัปชันรุนแรงทั่วโลกพบว่า การที่คอร์รัปชันเป็นปัญหาระดับชาติที่เกี่ยวข้องกับคนและเงินเป็นจำนวนมาก ดังนั้นแม้จะเกิดปัญหาในท้องถิ่นแต่ผลกระทบของมันสามารถขยายเป็นวงกว้างไปเป็นปัญหาระดับประเทศได้ แต่ในระยะยาวแล้วการปราบปรามคอร์รัปชันอย่างต่อเนื่องจริงจังจะทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศโลดแล่นและเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างทั่วถึง

เรายังพบอีกว่าการปราบปรามคอร์รัปชันที่เข้มงวด จะทำให้บางคนขาดผลประโยชน์จูงใจหรือกลัวที่จะถูกจับผิดลงโทษ จนทำให้พวกเขาเลือกที่จะหยุดหรือชะลอการทำใช้จ่ายงบประมาณ ถ่วงเวลาการจัดซื้อจัดจ้างและการอนุญาตอนุมัติตามอำนาจหน้าที่ของตนไปก่อน พฤติกรรมเช่นนี้มีส่วนสำคัญที่ทำให้ความพยายามเร่งรัดการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต้องเสียหายผิดพลาดไปด้วย

กรณีตัวอย่างที่คงพอจำกันได้ ในปี พ.ศ. 2558 เมื่อรัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐ (คตร.) ผลปรากฎว่าในปีนั้นหน่วยงานต่างๆ มีการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็นอย่างมาก โครงการขนาดใหญ่อย่างการขยายสุวรรณภูมิ เฟสสอง ก็เลื่อนออกไป หน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวนมากที่กลัวถูกตรวจสอบหรือมีความผิดต่างชะลอการใช้จ่ายไว้ บางคนที่เห็นว่าหากใช้งบประมาณช่วงนี้นอกจากเสี่ยงแล้วตนยังไม่ได้ประโยชน์อะไร สู้รอโอกาสไว้ดีกว่า หรือเมื่อเร็วๆ นี้ก็มีการล้มการประมูลโครงการรถไฟทางคู่ หลังจากซูเปอร์บอร์ดจัดซื้อจัดจ้างฯ ที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาพิจารณาแล้วเห็นว่าทีโออาร์ สำหรับประมูลโครงการขาดความเหมาะสม

ยังมีข้อมูลของกระทรวงการคลังที่แถลงออกมาระบุว่า ด้วยมาตรการป้องกันคอร์รัปชันใหม่ๆ ที่นำมาใช้ ทำให้หน่วยงานของรัฐสามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ถูกลงประมาณร้อยละยี่สิบเมื่อเทียบกับอดีตหรืองบประมาณที่ตั้งไว้ ซึ่งแปลว่าเงินส่วนเกินที่รัฐเคยสูญเสียไปให้ใครบางคนก็ลดลงด้วย

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจของไทยวันนี้จะอยู่ในเกณฑ์ดีหรือร้ายอย่างไรเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แนวโน้มระยะสั้นระยะยาวอย่างไร มีปัญหาหรือปัจจัยสนับสนุนอย่างไร เรื่องเหล่านี้ขออนุญาตให้เป็นหน้าที่ของผู้รู้เป็นผู้ให้ความเห็นครับ

 

ดร.มานะ นิมิตรมงคล

เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

7/6/60

Leave a comment

Filed under Uncategorized

คอร์รัปชันในระบบราชการ แก้ไขได้

‘โกงสอบใบขับขี่ จ่ายสองสามพันบาทยังพอหาได้’

การสอบใบขับขี่ยิ่งยากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้คนมักง่ายอยากใช้เงินซื้อและพร้อมจ่ายแพงขึ้นเพื่อแลกกับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่คุมสอบ ทั้งที่ทุกคนก็รู้ว่าการสอบใบขับขี่ที่เข้มงวดนั้นก็เพื่อสร้างหลักประกันความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนร่วมกันของทุกคน

ทุกวันนี้พวกหากินกับการสอบใบขับขี่และต่อทะเบียนรถยนต์ลดน้อยลงมาก ทำไม่ง่ายและไม่ประเจิดประเจ้อเหมือนในอดีตอีกแล้ว แต่หลายจังหวัดก็ยังมีการซื้อขายกันอยู่ในราคาสองถึงสามพันบาท ทำได้ทั้งใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลและใบขับขี่รถยนต์สาธารณะ

โดยคนจ่ายก็สบายใจได้ว่าจะได้ของจริงขณะที่เจ้าหน้าที่เองก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกเปิดโปง เพราะเป็นการติดต่อซื้อขายแบบเจอตัวระหว่างผู้ซื้อกับเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการแนะนำต่อกันมา ต่างจากการซื้อขายใน กทม. หรือเมืองใหญ่ ที่มักต้องผ่านนายหน้าทำให้ราคาแพงโดยไม่รู้ว่าจะได้ใบขับขี่ปลอมหรือไม่

สาเหตุที่เรื่องนี้โกงกินกันยากขึ้น ..

มีข้าราชการกรมการขนส่งทางบกกลุ่มหนึ่งได้อธิบายว่า

“สมัยที่ นายปิยะพันธ์ จัมปาสุต เป็นอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ท่านแก้ปัญหาซื้อขายใบขับขี่ได้ ผลดี ด้วยการจัดทีมล่อซื้อไปเล่นงานพวกข้าราชการขี้ฉ้อให้กลัวหัวหด

ในเวลาเดียวกันท่านและข้าราชการน้ำดีก็ช่วยกันพัฒนาระบบการบริการประชาชนหลายอย่าง ทั้งลดขั้นตอน ลดเอกสาร เอาคอมพิวเตอร์มาใช้ กำหนดระยะเวลาว่างานต้องเสร็จภายในกี่นาทีกี่ชั่วโมง ส่งผลให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว โปร่งใส ลดภาระของประชาชน ความสำเร็จนี้กลายเป็นแบบอย่างที่ได้รับการยกย่องชื่นชมมาถึงปัจจุบัน”

ผลที่ได้คือ เราสามารถทำลายการโกงเป็นขบวนการ โกงเป็นระบบหรือร่วมมือกันโกงให้หมดไปได้ ถึงแม้จะมีเหลืออยู่ก็เป็นเพียงพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ของเจ้าหน้าที่บางคนที่สร้างความเสียหายเดือดร้อนรำคาญใจบ้างเท่านั้น

เรื่องนี้ทำให้มีกำลังใจขึ้นมาว่า “เราสามารถเอาชนะคอร์รัปชันได้หรืออย่างน้อยก็ทำให้ลดน้อยลง” หากทุกคนตั้งใจและทำจริงเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ

ดร. มานะ นิมิตรมงคล

เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

27/5/60

Leave a comment

Filed under Uncategorized

รัฐวิสาหกิจ : คอร์รัปชันกับการพัฒนาแบบไทยๆ

รัฐวิสาหกิจ : คอร์รัปชันกับการพัฒนาแบบไทยๆ

มีข้อมูลบางอย่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจทั้ง 58 แห่งของไทย ดังนี้

– มูลค่าทรัพย์สิน 13.5 ล้านล้านบาท
– รายได้จากการประกอบการ 2.7 ล้านล้านบาท
– กำไร 2.3 แสนล้านบาท
– งบลงทุน 5 แสนล้านบาท
– งบจัดซื้อประมาณ 3 ล้านล้านบาท (เป็นการซื้อน้ำมันและก๊าซ 1.7 – 1.9 ล้านล้านบาท)

การที่รัฐวิสาหกิจมีขนาดใหญ่โต แถมส่วนมากยังทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเรา เช่น ปตท. การประปา ขสมก. รถไฟ ธนาคารกรุงไทย หรือที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต เช่น การเคหะ การสื่อสาร อสมท. สุรา ยาสูบ และมีหลายอย่างเป็นเรื่องของความมั่นคงของประเทศด้วย

                    ดังนั้น หากเกิดคอร์รัปชันหรือมีความผิดพลาดล้มเหลวในการบริหารจัดการ                                                 ย่อมส่งผลกระทบกับราคาสินค้าหรือคุณภาพและบริการของรัฐวิสาหกิจนั้น                                      ผลที่ตามมาคือไทยทุกคนจะได้รับความเสียหายในฐานะผู้เสียภาษีหรือผู้ซื้อสินค้าและบริการ

รัฐวิสาหกิจมีคอร์รัปชันมากน้อยแค่ไหน? …

มักมีข่าวว่า รัฐวิสาหกิจแห่งนั้นแห่งนี้มีการเรียกรับสินบน ทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง การเอื้อประโยชน์พวกพ้อง มีการลงทุนไม่เหมาะสม แต่งตั้งโยกย้ายพนักงานอย่างไม่เป็นธรรม ยักยอก ลักขโมยหรือเอาของหลวงไปใช้ส่วนตัว

พฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นโดยคนในองค์กรตั้งแต่กรรมการรัฐวิสาหกิจ ผู้บริหารระดับต่างๆ ไปจนถึงพนักงานระดับล่าง

ขณะที่เป็นข่าวตลอดมาว่า นักการเมืองใหญ่มักแย่งกันเข้าไปคุมอำนาจในรัฐวิสาหกิจ เพื่อใช้เป็นแหล่งแสวงหาผลประโยชน์

ยังไม่มีข้อมูลว่าทั่วโลกหรือประเทศไทย เกิดความสูญเสียจากคอร์รัปชันในรัฐวิสาหกิจมากน้อยแค่ไหน แต่จากรายงานของ World Bank และ TI ระบุว่า โดยเฉลี่ยในประเทศที่มีปัญหาคอร์รัปชัน จะมีการสูญเสียจากการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ร้อยละ 10 – 25 (ไทย เคยสูงมากถึงร้อยละ 30 – 35)

ข้อสังเกตบางประการ …

  1. รัฐวิสาหกิจที่มีระบบบรรษัทภิบาลดี (Corporate Governance) จะมีปัญหาคอร์รัปชันน้อยกว่า อาจเป็นเพราะการมีระบบการตรวจสอบ รวมถึงมีวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมที่ดี (Moral Atmosphere) ที่ช่วยทำให้พนักงานมีค่านิยมร่วมกันในสิ่งที่ถูกต้องและความตระหนักถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้น ซึ่งต่างจากรัฐวิสาหกิจที่มีวัฒนธรรมบกพร่องจะทำพนักงานต่างเอาตัวรอด เกิดการทุจริตได้ง่ายและเปิดโอกาสให้ถูกแทรกแซงจากการนักการเมืองได้มากซึ่งจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายหนักลงไปอีก
  1. รัฐวิสาหกิจ ที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ จะต้องปฏิบัติตามกฎที่เข้มงวดของตลาดฯ และหากที่ใดได้ผู้บริหารมืออาชีพเข้ามาบริหารอย่างต่อเนื่อง ก็จะสามารถสร้างระบบธรรมาภิบาลที่ดีขึ้นได้
  2. หากที่ใดได้ผู้บริหารที่มาจากระบบเส้นสาย ขาดความสามารถ ประพฤติตัวไม่เหมาะสมกับการเป็นผู้นำ โกงกิน เล่นพวกหรือคอยเอาใจสหภาพแรงงานโดยมีประโยชน์แอบแฝง คนพวกนี้จะกลายเป็นแบบอย่างของความชั่วร้ายที่ทำให้สภาพแวดล้อมด้านคุณธรรมในองค์กรตกต่ำลึกลงไป

วันนี้ยังไม่ได้ชี้ว่าที่ไหนมีทุจริตอะไรหรอกครับ เพียงแต่ต้องการแสดงข้อมูลบางอย่างไว้เผื่อท่านใดสนใจศึกษาและติดตาม

Leave a comment

Filed under Uncategorized

พูดดูดี แต่กล้าทำจริงหรือเปล่า

นายมีชัย ฤชุพันธ์ ได้พูดไว้หลายครั้งว่า วิถีใหม่ในการต่อต้านคอร์รัปชันตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือการทำให้ทุกอย่างโปร่งใสและเพิ่มอำนาจให้ประชาชนเจ้าของประเทศได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้เงินและอำนาจของรัฐได้เข้มแข็ง

2016-02-18_212448

แต่วันนี้ประชาชนหรือแม้แต่สื่อมวลชนก็แทบไม่ได้รับรู้หรือมีส่วนร่วมเลยใน “การจัดทำกฎหมายใหม่หรือแก้ไขกฎหมายเดิม ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาคอร์รัชันที่กำลังจัดทำอยู่นั้น ว่ามีอะไรบ้าง ใครเป็นคนทำเรื่องอะไร จะเขียนจะแก้กันอย่างไร แล้วจะเกิดประโยชน์ใช้งานได้ตรงใจประชาชนหรือไม่

ประมาณว่ามีกฎหมายอย่างน้อย 22 ฉบับและมาตรการอื่นที่มิใช่กฎหมายอีก 8 เรื่อง ที่จะบอกอนาคตได้ว่าการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันของประเทศจะสำเร็จหรือล้มเหลว เช่น การปฏิรูปตำรวจ การปฏิรูปการศึกษา กฎหมาย ป.ป.ช. กฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  กฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลัง มาตรฐานทางจริยธรรมสำหรับองค์กรอิสระ ส.ส. ส.ว. และ ครม. กฎหมายเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการให้เป็นไปตามระบบคุณธรรม กฎหมายเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลและชุมชนในการรับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานรัฐ การกำหนดหลักเกณฑ์การใช้สิทธิของประชาชนในการติดตามและเร่งรัดให้รัฐดำเนินการและฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐ และ กฎหมายการส่งเสริมและคุ้มครองประชาชนในการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ เป็นต้น

วันนี้ยังทันแน่นอนถ้ารัฐบาลจะดึงประชาชนมาร่วมรับรู้และมีส่วนร่วมในการจัดทำกฎหมายเหล่านี้ เพื่อสร้างงการยอมรับและความร่วมมือในอนาคต

ดร. มานะ นิมิตรมงคล

เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

16 เมษายน 2560

ขอบคุณภาพประกอบจากเว๊ปไซท์ abc norporchor.com

Leave a comment

Filed under Uncategorized

กฎหมายรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชันโดยประชาชน

การจะทำให้ประเทศของเราเป็นบ้านเมืองที่ดีปราศจากคอร์รัปชันดูเป็นเรื่องยากเกินฝัน เพราะที่ผ่านมาประชาชนจะพูดหรือทำอะไรก็ยาก ทั้งเกรงกลัวทั้งไม่รู้ว่าตนเองควรจะทำอะไรหรือไปร้องเรียนกับใครได้ มีบ่อยครั้งที่โดนหลอกโดนปิดบังและโดนข่มขู่ จะหวังพึ่งรัฐบาลพึ่งนักการเมืองก็ยังลำบากใจ ดังนั้นการที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 63 ให้ “รัฐต้องสนับสนุนและปกป้องการรวมตัวของประชาชนเพื่อต่อสู้กับปัญหาคอร์รัปชันของชาติ” จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้าและเหมาะสมอย่างยิ่ง

กฎหมายเป็นอย่างไร

รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 63 ทำให้ต้องมีการออกกฎหมายใหม่ เรียกว่า “ร่าง พ.ร.บ. การส่งเสริมและคุ้มครองประชาชนในการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ” เพื่อขยายความหลักการของกฎหมาย รวมถึงกำหนดแนวทาง กลไกและข้อปฏิบัติให้ชัดเจน โดยมีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

                 มาตรา 63 “รัฐต้องส่งเสริม สนับสนุน และให้ความรู้แก่ประชาชนถึงอันตรายที่เกิดจาก                            การทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน และจัดให้มีมาตรการและกลไก                           ที่มี ประสิทธิภาพเพื่อป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบดังกล่าวอย่างเข้มงวด                              รวมทั้งกลไกในการส่งเสริม ให้ประชาชนรวมตัวกันเพื่อมีส่วนร่วมในการรณรงค์ให้ความรู้                                       ต่อต้านหรือชี้เบาะแส โดยได้รับความคุ้มครองจากรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ”

ประการแรก เจตนารมย์ของกฎหมาย กำหนดว่า “รัฐต้องสนับสนุน” ให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไข ป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชัน โดยการทำให้ทุกคนรู้เท่าทันปัญหา สถานการณ์และภัยร้ายจากคอร์รัปชันที่กำลังเกิดขึ้นทั้งในภาครัฐและเอกชน

ประการที่สอง สร้างกลไกที่ทำให้ประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงออกและสนับสนุนการรวมกลุ่มเพื่อการเคลื่อนไหวต่อต้านคอร์รัปชันโดยได้รับการคุ้มครองจากรัฐ ต้องมีกลไกบังคับ มีหน่วยงานรับผิดชอบ และมีบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจน ทั้งนี้ประชาชนควรได้รับรู้อย่างชัดแจ้งเกี่ยวกับมาตรการและความจำเป็นที่ต้องมีกฎหมายนี้

ประการที่สาม ส่งเสริมให้ประชาชนตื่นตัว เข้าใจสิทธิหน้าที่ของตน มีความเป็นอิสระและเข้มแข็งด้วยตัวเอง สามารถร่วมมือกับรัฐอย่างเท่าเทียมและมีศักดิ์ศรี โดยคำว่า “ประชาชน”  จะครอบคลุมทั้งปัจเจกบุคคล กลุ่มคน ภาคประชาสังคม เอ็นจีโอ และเจ้าหน้าที่ของรัฐในฐานะที่เป็นประชาชน

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญฯ ยังบัญญัติหลักการที่เกี่ยวเนื่องไว้ในมาตรา 41 (1)(3) และ มาตรา 51 ให้บุคคลและชุมชนมีสิทธิได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐ  รวมถึงสามารถติดตามเร่งรัดให้รัฐต้องดำเนินการตามหน้าที่และสามารถฟ้องหน่วยงานของรัฐเนื่องจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐได้

ประชาชนควรทำอย่างไร

กฎหมายนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการจัดทำของรัฐบาล ซึ่งต้องมีการศึกษาอย่างรอบคอบร่วมกับภาคประชาชนเพื่อวางโครงสร้างของกฎหมาย กำหนดกลไกและมาตรการบังคับให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพเป็นจริงในสังคมที่ประชาชนต้องเผชิญอยู่ ดังนั้นเพื่อให้มั่นใจว่ากฎหมายฉบับนี้จะใช้งานได้จริงและเกิดประโยชน์กับประชาชนเต็มที่ จึงจำเป็นที่คนไทยทุกสาขาอาชีพโดยเฉพาะนักวิชาการและบุคคลผู้มีประสบการณ์ในการต่อสู้กับคอร์รัปชันทั้งภาครัฐและประชาชนต้องช่วยกันเสนอข้อคิดเห็นและมาตรการที่ควรกำหนดไว้ในกฎหมายนี้อย่างหลากหลายรอบด้าน โดยอาจเสนอข้อคิดเห็นผ่าน สื่อมวลชน องค์กรเครือข่ายต่างๆ หรือที่ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

ตัวอย่างมาตรการที่ควรกำหนดไว้ในกฎหมายนี้ เช่น จัดตั้งกองทุนสนับสนุนภาคประชาชนในการต่อต้านคอร์รัปชัน มาตรการป้องกันการฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อปิดปาก (Anti-SLAPP Law) การช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ร้องเรียน การไม่ต้องรับผิดของผู้ให้สินบนเมื่อตนเองเป็นผู้ไปเปิดเผยข้อมูลการทุจริตแก่ ป.ป.ช. การส่งเสริมประชาชนให้มีการรวมกลุ่มร่วมมือกัน การให้รางวัลนำจับแก่ประชาชนผู้ชี้เบาะแสเพื่อสร้างแรงจูงใจและช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ เป็นต้น

บทสรุป

ความมุ่งหวังที่จะทำให้ประชาชนสามารถรวมตัวกันเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในการจัดการกับปัญหาคอร์รัปชันของชาติ โดยกำหนดให้รัฐบาลต้องขจัดสิ่งที่เป็นอุปสรรคสำหรับประชาชน ควบคู่ไปกับการจัดให้มีการสนับสนุนอย่างเหมาะสมเพียงพอ รณรค์ให้ความรู้และสร้างค่านิยมคนไทยมีวัฒนธรรมรังเกียจการโกงและไม่ยอมให้ใครโกง แนวทางเช่นนี้จึงเป็นเรื่องถูกต้อง เพราะจะทำให้ประชาชนได้แสดงบทบาทความเป็นเจ้าของประเทศ และเป็น Active Citizen ที่กล้าลงมือกระทำเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมอย่างยั่งยืน เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง และทั้งหมดนี้จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่า “คนไทยสามารถเอาชนะคอร์รัปชันได้”

ดร. มานะ นิมิตรมงคล

เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

17 เมษายน 2560

Leave a comment

Filed under Uncategorized

อาชญากรรมไร้เจ้าทุกข์

อาชญากรรมไร้เจ้าทุกข์

14113616508207.jpg

ข่าวบ่อนนวนครที่มีการเปิดเผยเอกสารระบุรายชื่อเจ้าหน้าที่จาก 22 หน่วยงานที่มารับส่วยรายเดือน ผมเชื่อว่าไม่กี่วันเรื่องคงเงียบและมีผู้ใหญ่บางคนมาแถลงข่าวว่าสอบสวนแล้วไม่พบการกระทำผิด

ไม่ต่างจากข่าวส่วยนาตาลีอาบอบนวด ส่วยภูเก็ต ข่าวหลานนายกฯ ตั้งบริษัทในค่ายทหารเพื่อรับเหมางานทหาร ข่าวลูกมหาเศรษฐีขับรถชนตำรวจตายแต่ตำรวจเองก็ปล่อยให้คดีหมดอายุความและอีกหลายกรณี

แล้วเราจะโทษใครดี โทษตัวข้าราชการ ทหารและตำรวจที่ขี้โกงว่าเป็นคนไม่ดี หรือ โทษระบบราชการว่ามันแย่ใครเข้ามาก็ต้องกอบโกย ต้องเล่นพรรคเล่นพวกและส่งส่วยเจ้านาย? หรือบางทีเราควรหันมาโทษคนไทยเจ้าของประเทศนี่แหละว่า นอกจากจะไม่ลงไม้ลงมือช่วยกันต่อสู้อย่างจริงจังกับคอร์รัปชันแล้ว ยังยอมก้มหัวยอมรับนับถือคนรวย คนมีอำนาจแม้จะรู้ดีว่าเขาโกงชาติบ้านเมืองไปขนาดไหน

ศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร เคยกล่าวว่า “คอร์รัปชันเป็นอาชญากรรมไร้เจ้าทุกข์”

คือไม่ค่อยมีใครใส่ใจหรือรู้สึกว่ามีหน้าที่ต้องต่อสู้ ขุดคุ้ย ร้องทุกข์ดำเนินคดีหรือรวมตัวกันต่อต้านการโกงอย่างเอาจริงเอาจัง

การที่คนไทยไม่สามารถรวมตัวกันต่อสู้กับคนโกงได้เช่นนี้ ทั้งๆ ที่มันสร้างความเสียหายให้คนทั้งประเทศอยู่ทุกวี่วัน อาจเป็นเพราะต่างก็คิดไปว่า ใครๆ ก็ยอมจ่าย เล็กน้อยยอมรับได้ เงินหลวงไม่ใช่เงินฉัน จะไปร้องเรียนก็ไม่รู้ว่าจะเกิดประโยชน์อะไรนอกจากตัวเองต้องเสียเวลายุ่งยากเผลอๆ อาจเดือดร้อนต้องขึ้นโรงขึ้นศาลไปด้วย จนเป็นที่มาของคำพูดว่า “ไม่คุ้มที่จะเป็นคนดี” และ “ใครๆ ก็โกง” สุดท้ายคนโกงลอยนวลเชิดหน้ากันต่อไป

แล้วเราจะปล่อยมันไปอย่างนี้อีกนานแค่ไหนเล่าครับ

Leave a comment

Filed under Uncategorized