อปท. มีแต่เรื่องโกง…จริงหรือ?

อปท. มีแต่เรื่องโกง…จริงหรือ?

ทุกวันนี้นักการเมืองและเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จำนวนมากถูกร้องเรียน ถูกสอบสวนหรือตั้งข้อทักท้วง โดย ป.ป.ช. และ สตง. จนหลายรายถูกตัดสินว่ามีความผิดต้องชดใช้หรือถูกเรียกเงินคืน รวมทั้งตกเป็นจำเลยขึ้นโรงขึ้นศาล

แต่มีคำถามว่ากรณีเหล่านั้นทั้งหมดเป็นการคอร์รัปชันใช่หรือไม่?

ด้วยบทบาทหน้าที่ทำให้ อปท. มีงบประมาณเพื่อการจัดซื้อจัดจ้างจำนวนมากและยังมีอำนาจตามกฎหมายในการอนุญาตอนุมัติที่ให้คุณให้โทษกับประชาชนและพ่อค้านักธุรกิจในพื้นที่มากมาย

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เราจะได้ยินเรื่องร้องเรียนว่ามีการทุจริตประพฤติมิชอบเกิดขึ้น แต่หากพิจารณาจะพบว่าเรื่องเหล่านั้นมีพฤติกรรมและปัจจัยที่แตกต่างกัน โดยแบ่งได้ดังนี้

1. พฤติกรรมที่เป็นการคอร์รัปชันจริง

2. พฤติกรรมที่เป็นการทำผิดฐานประพฤติมิชอบหรือบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ จากการไม่ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ หรือทำในสิ่งที่ไม่มีระเบียบรองรับ (ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มาก)

3. พฤติกรรมที่ถูกสอบสวนหรือตั้งข้อทักท้วง เหตุเพราะมีข้อขัดแย้งหรือ “มุมมองที่ต่างกัน” ในการตีความตามกฎหมายและอำนาจหน้าที่ ระหว่าง อปท. กับ สตง. เช่น การใช้จ่ายเกินความจำเป็น ไม่ประหยัด ไม่คุ้มค่า ไม่เหมาะสม ไม่มีอำนาจ ผิดวัตถุประสงค์ เป็นต้น

4. พฤติกรรมที่ “ผิดกฎหมายในทางเทคนิคหรือความไม่สมบูรณ์ของกระบวนการทางกฎหมาย” เช่น กรณีการถ่ายโอนภารกิจ/อำนาจหน้าที่/ทรัพยากรระหว่างหน่วยงานยังไม่สมบูรณ์ และ การทำงานซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นของรัฐหรือ อปท. ในพื้นที่ใกล้เคียง เป็นต้น

5. บางกรณีเป็นเพราะมาตรฐานการตีความที่ต่างกันของเจ้าหน้าที่ สตง. ในแต่ละพื้นที่

6. พฤติกรรมที่อาจมีหรือไม่มีเจตนาหาผลประโยชน์ส่วนตัวก็ได้ เช่น กรณีผู้บริหาร อปท. ต้องวิ่งเต้น เพื่อของบสนับสนุนจากกระทรวง หรือกรณีที่ต้องพึ่งพาหรือทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ที่มักมีการติดสินบนหรือมีค่าใช้จ่ายพิเศษจำนวนมาก

จากที่กล่าวมา จึงเห็นได้ว่า “ไม่ใช่ทุกกรณีที่เป็นการคอร์รัปชัน” เพราะมีหลายเรื่องเป็นปัญหาเกี่ยวกับกฎหมาย การตีความและความสัมพันธ์กับหน่วยงานภายนอก อปท.

ดังนั้นการแก้ไขปัญหาของ อปท. ให้สำเร็จจึงต้องทำความเข้าใจ และลงมือทำหลายอย่างไปพร้อมๆ กันครับ

ดร. มานะ นิมิตรมงคล
เลขาธิการ
องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ

Advertisements

Leave a comment

Filed under Uncategorized

“ร้องเรียนที่ไหน”  เมื่อโดนรีดไถ พบเห็นพฤติกรรมคอร์รัปชัน

“ร้องเรียนที่ไหน”
เมื่อโดนรีดไถ พบเห็นพฤติกรรมคอร์รัปชัน

1. ป.ป.ช. สายด่วน 1205
2. ป.ป.ท. (ศอตช.) สายด่วน 1206
3. สตง. โทรศัพท์ 02 2718000
4. สำนักนายกรัฐมนตรี สายด่วน 1111
5. คสช. สายด่วน 1299 และ ตู้ ปณ. 444
6. ศูนย์ดำรงธรรม สายด่วน 1567 (ก. มหาดไทย)
7. ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตประจำกระทรวง (ศปท.)
8. ร้องเรียนโดยตรงที่หน่วยงานนั้นๆ หรือ หน่วยงานต้นสังกัด

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการไปร้องเรียน :

1. หน่วยงานที่รับแจ้งปัญหาคอร์รัปชันมีหลายแห่ง แต่ตามกฎหมายแล้ว “ทุกคดีจากทุกหน่วยงานต้องส่งไปให้ ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. ดำเนินการทางคดี” ขณะที่ สตง. มีอำนาจให้ลงโทษทางวินัยและการมีคำสั่งทางปกครอง แต่ไม่รวมคดีอาญา

2. การมีหลายหน่วยงานรับร้องเรียนถือเป็นเรื่องดี ทำให้คนสามารถเลือกไปยังที่ตนสะดวกและไว้วางใจ โดยหน่วยงานเหล่านั้นควรแจ้งให้ประชาชนรับรู้ด้วยว่า เมื่อรับเรื่องแล้วขั้นตอนดำเนินการต่อไปเป็นอย่างไร ใช้เวลาแค่ไหน ผู้ร้องเรียนจะติดตามเรื่องได้อย่างไร

3. การยื่นเรื่องต่อ สตง. และ คสช. หรือหน่วยทหาร อาจช่วยให้เรื่องบางประเภทคลี่คลายเร็วขึ้นหรือหยุดความเสียหายได้ ขณะที่การร้องเรียนโดยตรงที่หน่วยงานอาจมีการตัดตอนช่วยเหลือกัน

4. พบได้เสมอว่า ผู้เดือดร้อนหรือพบเห็นการคอร์รัปชัน “มักไปยื่นเรื่องกับทุกหน่วยงาน” ที่ตนเชื่อว่าเป็นประโยชน์ เหตุนี้ทำให้ข้อมูลและสถิติของคดีในภาพรวมคลาดเคลื่อน หน่วยงานต่างๆ ทำงานซ้ำซ้อน สิ้นเปลืองทรัพยากรและล่าช้า ขณะที่พยานหรือผู้ถูกสอบสวนก็เกิดภาระ เดือดร้อนรำคาญ

ปัญหานี้ รัฐควรศึกษาว่า ทำไมคนจึงยอมเสี่ยงภัย เสียเวลา เสียทั้งค่าเดินทางและค่าจัดทำเอกสาร เพื่อไปร้องเรียนยังที่ต่างๆ มากมาย แม้ไม่แน่ใจว่าหน่วยงานนั้นจะมีอำนาจหน้าที่หรือไม่ อย่างเช่น รัฐสภา ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน รวมถึงสำนักข่าวและองค์กรภาคประชาชนที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมายเลย

ดร. มานะ นิมิตรมงคล
เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)
8/9/60

Leave a comment

Filed under Uncategorized

คอร์รัปชันในวงการกีฬา

คอร์รัปชันในวงการกีฬา

สงสัยมาตลอดว่าทำไมเขาถึงแข่งกันตั้งสมาคมกีฬา แย่งกันเป็นนายกสมาคม เมื่อได้เป็นแล้วใครจะด่าจะแช่งอย่างไรก็ไม่สน

จนเร็วๆ นี้มีเพื่อนๆ ในวงการกีฬามาเล่าให้ฟังถึงผลประโยชน์มหาศาลที่สาระพัดจะตักตวงเข้ากระเป๋าตัวเองได้ ทั้งโกงเงินหลวง โกงงบสนับสนุน เบียดบังรายได้สมาคม ใช้เครดิตของสมาคมไปทำมาค้าขาย เอาเปรียบนักกีฬา รวมถึงระบบเส้นสายและโกงกันเองในวงการ ฟังแล้วน่าตื่นเต้นไว้มีโอกาสจะเรียบเรียงมาเล่าให้ฟังกันครับ
.
วันนี้เอาเรื่อง “สนามกีฬาหัวหมาก” ศูนย์กีฬาหลักและที่ตั้งของการกีฬาแห่งประเทศไทย มาเปิดประเด็นหาสาเหตุของความเสื่อมโทรมในวงการก่อน
.
ใครที่ไปใช้บริการหรือผ่านไปมาเคยสงสัยไหมครับว่า สนามกีฬาที่ใหญ่สุดของประเทศแห่งนี้เขามีไว้ “เพื่อสุขภาพและการกีฬาของประชาชน” หรือเพื่อเป็นที่ตั้งร้านค้าสถานบันเทิงกันแน่
.
เพราะทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้า (ติดถนนรามคำแหง) และด้านหลัง (ติดซอยรามคำแหง 24) จะมีเต๊นท์ขายอาหาร สินค้าและเครื่องดื่มสาระพัดเต็มไปหมด เปิดเครื่องเสียงครึกโครมกันตั้งแต่สี่โมงเย็นยันมืดค่ำ
.
บริเวณด้านหน้าตลอดแนว มีการตั้งร้านค้าแน่นขนัดรุกเข้าไปในสนามหญ้าที่เคยใช้เป็นที่พักผ่อนและออกกำลังกายของประชาชน แถมยังยึดพื้นที่ขนาดประมาณสองสนามบาสเก็ตบอลล์ไปเป็นที่ตั้งวางตู้เก็บสินค้าด้วย
.
บริเวณด้านหลัง ทั้งฝั่งประตูใกล้กับ ม.รามคำแหง และ ม.อัสสัมชัญ ก็เต็มไปด้วยร้านค้าไม่ต่างกันสักเท่าไหร่
.
ที่น่าผิดหวังมากคือ เย็นวันไหนก็ตามที่อยากจะเข้าไปออกกำลังกาย คุณจะพบว่ามันไม่ปลอดภัย ไม่สะอาด ไม่ร่มรื่นเหมือนก่อน เพราะเต็มไปด้วยรถเก๋ง รถกะบะ มอเตอร์ไซค์วิ่งกันไปมา บริเวณใกล้ร้านค้าเต็มไปด้วยรถที่มาจอดกินอาหารและช้อปปิ้ง พื้นที่นั่งพักผ่อน ออกกำลังหรือเล่นกีฬาแบบสบายๆ จึงถูกจำกัดไปมาก
.
เรื่องแบบนี้จะหาคำอธิบายจาก รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา หรือ ผู้ว่า กกท. ดีครับ

ดร. มานะ นิมิตรมงคล
เลขาธิการ
องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ
8/9/60

Leave a comment

Filed under Uncategorized

โพลล์พระปกเกล้าบอกอะไรเรื่อง คอร์รัปชัน

โพลล์พระปกเกล้าบอกอะไรเรื่อง คอร์รัปชัน
image.png
เป็นข่าวดังเมื่อมีคนตีขลุมเอาผลการสำรวจ “ความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการให้บริการสาธารณะและการทำงานของหน่วยงานต่างๆ พ.ศ. 2560” ไปใช้โดยขาดความเข้าใจ จนทำให้ผู้คนเกิดความไขว้เขว

ความจริงงานวิจัยหัวข้อนี้สถาบันพระปกเกล้ากับสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้ร่วมกันทำมาเป็นปีที่สิบห้าแล้ว เป็นงานวิจัยเชิงสถิติที่น่าสนใจมากเพราะสามารถสะท้อนให้เห็นว่า “ประชาชนคิดอย่างไรต่อสิ่งที่เขาพบเห็น” ในช่วงเวลาและสภาพแวดล้อมขณะนั้น

ในฐานะคนทำงานต่อต้านคอร์รัปชัน ผมได้นำข้อมูลจากการสำรวจมาเทียบเคียงกันสองประเด็น คือ ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อ รัฐบาล/ครม. และ ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อ ป.ป.ช. ทำให้พบว่า คะแนนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรทั้งสองในระยะยาว มีการเพิ่มขึ้นและลดลงอย่างสอดคล้องไปในทางเดียวกัน

กล่าวคือมีคะแนนสูงในช่วงปี 2545 – 48 จากนั้นก็ลดต่ำลง แล้วกลับสูงขึ้นชัดเจนในช่วงปี 2558 – 60 โดย ป.ป.ช. มีแนวโน้มที่ดีและมีความต่อเนื่องมากกว่าที่จะได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน เมื่อเทียบกับรัฐบาล/ครม. ที่มีการปรับขึ้นลงตามยุคสมัย

การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อรัฐบาล/ครม. ในแต่ละปี อาจเกิดจากปัจจัยที่มากระทบหลายอย่างแต่มักหนีไม่พ้นปัญหารายได้ สินค้าแพงและการคอร์รัปชัน

ส่วน ป.ป.ช. ในฐานะองค์กรอิสระที่เป็นองค์กรหลักของประเทศในการตรวจสอบและป้องกันปราบปรามคอร์รัปชัน ดังนั้นหัวใจสำคัญของความเชื่อมั่นจึงอยู่ที่ “ความเป็นอิสระ เป็นกลางและความมีประสิทธิภาพในการป้องกันคอร์รัปชันและดำเนินคดีกับคนโกง”

กล่าวคือ เมื่อใดก็ตามที่ประชาชนเห็นว่า ป.ป.ช. ขาดความยุติธรรม ถูกครอบงำ ทำคดีแบบเห็นแก่พวกพ้องหรือผู้มีอำนาจ ล่าช้าหรือไม่สามารถเอาคนผิดมาลงโทษได้โดยเฉพาะคดีใหญ่ที่อยู่ในความสนใจของประชาชน เมื่อนั้นความเชื่อมั่นก็จะลดต่ำลง

ยังเป็นเรื่องยากและซับซ้อนที่จะอธิบายในเวลานี้ว่า ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสององค์กรนี้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างไรและเพราะอะไร

แต่ที่แน่ๆ คือ หาก ป.ป.ช. อ่อนแอในห้วงเวลาที่ประเทศมีรัฐบาลไม่ซื่อสัตย์ ก็จะเป็นโอกาสที่เปิดกว้างให้เกิดการคอร์รัปชันได้อย่างวิกฤติ สุดท้ายกระแสสังคม (Public Opinion) จะปฏิเสธรัฐบาลที่คอร์รัปชันและจะยิ่งโกรธเกรี้ยวมากขึ้นหากพบว่า ป.ป.ช. หรือกระบวนการเอาผิดคนโกงได้ถูกบิดเบือนแทรกแซง

ดร. มานะ นิมิตรมงคล
เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ
14/9/60

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ไม่มีรัฐบาลทหารยุคไหนอยากลดอำนาจตำรวจ

ไม่มีรัฐบาลทหารยุคไหนอยากลดอำนาจตำรวจ
….
รัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหารทุกยุคสมัยย่อมต้องการอำนาจเบ็ดเสร็จในการปกครองประเทศ ซึ่งเขามีอยู่แล้วบางส่วนผ่านอำนาจเหล่าทัพและการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกหรือคำสั่งคณะปฏิวัติ
.
แต่เพื่อให้อำนาจนั้นครอบคลุมและถูกนำไปปฏิบัติ เขายังจำเป็นต้องใช้อำนาจเบ็ดเสร็จผ่านกลไกอื่นของรัฐด้วย ซึ่งหน่วยงานรัฐที่มีอำนาจทรงพลังและมีเครือข่ายมากที่สุดคือ ตำรวจ และ มหาดไทย เพราะหน่วยงานทั้งสองนี้มีอำนาจทางปกครอง ทำงานใกล้ชิดประชาชน มีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายที่ให้คุณให้โทษมากมาย ทั้งรักษาความสงบและการปราบปรามจับกุม
.
อำนาจเหล่านี้สามารถเป็นมือไม้ในการควบคุมสถานการณ์ทางอำนาจของการรัฐประหารได้เป็นอย่างดี ดังที่เราเคยเห็นบทเรียนจากสถานการณ์ตำรวจแดงตำรวจเหลืองเหลืองและทหารแตงโมในช่วงความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา
.
เห็นได้จากท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่พูดในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่า “…ได้ทำเรื่องปฏิรูปแล้วเพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 90 เปอร์เซ็นต์ ปล่อยให้รัฐบาลที่จะมาจากการเลือกตั้งดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิรูปโครงสร้างตำรวจ”
.
ดังนั้นแม้จะมีอำนาจในการปลดและแต่งตั้งนายตำรวจระดับสูง รวมทั้งออกกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและอำนาจของตำรวจตามข้อเสนอหรือผลการศึกษาขององค์กรต่างๆ ได้ แต่ผู้นำทหารย่อมเลือกวิธีการที่เป็นมิตรและประนีประนอมกับผู้มีอำนาจของตำรวจมากกว่า
.
วันนี้เสียงความต้องการของประชาชนอาจจะยังไม่ดังพอ ก็หวังว่าบรรดาผู้มีอำนาจจะเห็นความจำเป็นและยอมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสถาบันตำรวจในสาระสำคัญๆ บ้าง เพื่ออนาคตของที่ดีของตำรวจเองและสังคมไทย

ดร. มานะ นิมิตรมงคล
17/9/60

Leave a comment

Filed under Uncategorized

บททดสอบ ป.ป.ช. บทเรียนนายทุนขี้โกง

บททดสอบ ป.ป.ช. บทเรียนนายทุนขี้โกง
.
กรณีฮุบป่าชุมชนห้วยเม็กที่ขอนแก่น ป.ป.ช. สามารถใช้อำนาจตามกฎหมายของตนให้เป็นประโยชน์ โดยเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่หรือใครก็ตามที่เกี่ยวข้องรู้เห็นเหตุการณ์ มารายงานข้อมูลต่อ ป.ป.ช. แล้วได้รับการกันตัวเป็นพยาน (มาตรา 103)ใครไม่มารายงานก็ดำเนินคดีไปทุกราย
.
ขณะเดียวกันก็ใช้อำนาจตาม “มาตรา 123/5” มาเล่นงานเอาผิดบริษัทและผู้บริหารทุกคนที่เกี่ยวข้องทั้งแพ่งและอาญา
.
มาตรการนี้ ป.ป.ช. ยังไม่เคยใช้มาก่อน ดังนั้นกรณีนี้จะเป็นบททดสอบ ป.ป.ช. ว่า “มีอำนาจในมือแล้วใช้เป็นและกล้าใช้อย่างไม่เกรงใจใคร” ได้หรือไม่
.
หากทำสำเร็จ งานนี้จะลงโทษคนโกงได้ตั้งแต่หัวยันหาง ทั้งนายทุนใหญ่ บริษัท/นิติบุคคล ข้าราชการ ชาวบ้านบางรายที่ร่วมขบวนการ และ นักการเมือง
.
เรามาติดตามและเชียร์ ป.ป.ช. ให้สามารถผ่านบททดสอบนี้ไปได้ครับ
.
ดร. มานะ นิมิตรมงคล
เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ
19/9/60

Leave a comment

Filed under Uncategorized

คอร์รัปชันในมุมมองนักธุรกิจ : ตัวฉุดรั้งประเทศ

คอร์รัปชันในมุมมองนักธุรกิจ : ตัวฉุดรั้งประเทศ

บทความโดย : ดร. มานะ นิมิตรมงคล

ดัชนี “ขีดความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก” ครั้งล่าสุด ไทยได้รับการขยับอันดับขึ้นจากปีที่แล้วอันดับที่ 34 มาเป็น 32 ด้วยคะแนนดีขึ้นจาก 4.6 คะแนน เป็น 4.7 คะแนน จากคะแนนเต็ม 7 และมีแนวโน้ม (Trend) ในปีข้างหน้าเป็นบวก เปลี่ยนจากการสำรวจครั้งก่อนที่เป็นลบ

Global Competitiveness Index 2017-2018 ยังชี้ให้เห็นว่า คอร์รัปชันกำลังเป็นปัญหาร้ายแรงอันดับต้นๆ ต่อการทำธุรกิจในประเทศไทย (Most Problematic Factors for Doing Business) โดยปีที่แล้วเป็นปัญหารุนแรงอันดับ 3 คะแนน 11.3 แต่การสำรวจล่าสุดพบว่าดีขึ้นโดยลดความรุนแรงลงไปเป็นอันดับที่ 5 ด้วยคะแนน 10.1 (อันดับต้นๆ/คะแนนมากไม่ดี) ซึ่งเข้าใจว่าคะแนนนี้จะถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งในการประเมินดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) ที่จัดทำทุกปีโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (TI)

แม้อันดับโลกของไทยจะอยู่ที่ 32 เป็นรองประเทศในอาเซียนเพียงสิงคโปร์และมาเลเซียเท่านั้น แต่เมื่อศึกษาข้อมูลที่บ่งชี้เกี่ยวกับสภาพคอร์รัปชันของไทย ก็จะเข้าใจว่าคอร์รัปชันเป็นตัวรั้งประเทศไทยให้ย่ำแย่กว่าลาว อินโดนีเซีย เวียตนามและกัมพูชา จากหัวข้อสำรวจต่อไปนี้

1. จริยธรรมและการคอร์รัปชัน (Ethics and Corruption) ไทยได้ที่ 86 ต่ำกว่าสิงคโปร์ มาเลเซีย ลาว อินโดนีเซีย เวียตนาม แต่ดีกว่า กัมพูชา ฟิลิปปินส์

2. โอกาสที่เงินทุนของรัฐจะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด (Diversion of Public Funds) ไทยได้ที่ 80 เมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียนเหมือนในข้อ 1 และในข้อต่อๆ ไปก็เช่นกัน จะมีการเปลี่ยนแปลงลำดับก็เพียงเล็กน้อย

3. ความไว้วางใจของสาธารณชนต่อนักการเมือง (Public Trust in Politicians) ไทยหล่นไปอยู่อันดับที่ 103 น่าสนใจว่าหัวข้อนี้ประเทศที่ร่ำรวยอย่าง สเปน อิตาลี ฮังการี ล้วนมีอันดับต่ำกว่าไทยทั้งสิ้น

4. การจ่ายเงินสินบน (Irregular Payments and Bribes) ไทยได้อันดับที่ 72 โดยข้อนี้เวียตนามและอินโดนีเซีย ตกลงมาต่ำกว่าไทย

5. ความเป็นอิสระของกระบวนการยุติธรรม (Judicial Independence) ข้อนี้ไทยทำได้ดีคือขึ้นมาอยู่อันดับที่ 62 แต่ก็ยังตามหลังสิงค์โปร์ มาเลเซียและอินโดนีเซีย ข้อนี้ประเทศที่ร่ำรวยอย่าง อิตาลี เกาหลีใต้ ก็มีคะแนนต่ำกว่าไทย

6. การใช้ดุลยพินิจเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง (Favoritism in Decisions of Government Officers) ไทยได้อันดับที่ 71 ดีกว่าหลายประเทศรวมทั้งสเปน เกาหลีใต้ รัสเซีย

บางทีเพียงแค่เราควบคุมคอร์รัปชันได้ดีกว่านี้ ประเทศไทยอาจมีอนาคตทางเศรษฐกิจที่ดีกว่านี้โดยไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มอีกมากมายก็เป็นได้


29/9/60

Leave a comment

Filed under Uncategorized