Category Archives: Uncategorized

ทำไมคนดังติดคุกแล้วต้องป่วยนอนโรงพยาบาล

ทำไมคนดังติดคุกแล้วต้องป่วยนอนโรงพยาบาล

เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมผู้ต้องโทษคดีดัง คนร่ำรวย นักการเมืองและผู้มีชื่อเสียงทั้งหลาย เมื่อต้องเข้าเรือนจำสักพักเดียวก็จะมีข่าวว่าป่วยหนัก จนต้องเข้ารับการรักษาที่ “โรงพยาบาลราชทัณฑ์” หรือส่งตัวไปสถานพยาบาลข้างนอก รายไหนแข็งแรงดีหรือเคยเป็นหมอพยาบาล ก็อาจได้รับคัดเลือกให้มาทำงานอาสาสมัครผู้ช่วยด้านการแพทย์ เสี่ยเปี๋ยง เฮียปอ ราเกซ บุญทรง จตุพร และบรรดาผู้ต้องขังจากคดีกรุงไทย ต่างก็เข้าใช้บริการแบบนี้แทบทั้งสิ้น โดยคนทั่วไปไม่รู้เลยว่าใครป่วยจริงหรือไม่

ประโยชน์ที่พวกเขาได้รับ เช่น ความเป็นอิสระพอประมาณจากกฎเกณฑ์ที่เคร่งครัดของเรือนจำ สามารถสั่งอาหารจากข้างนอกมาทานได้ ความสะดวกปลอดภัย การเข้าเยี่ยมของญาติมิตรที่ง่ายกว่า การได้อยู่ในกลุ่มคนที่มีฐานะใกล้เคียงกัน ความสะอาดและมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดีกว่าถึงแม้จะไม่ใช่ห้องพักเดี่ยว
การที่ใครจะได้สิทธิ์พิเศษนี้เขามี “ราคาที่ต้องจ่าย” ที่ไม่มีอัตราตายตัว ขึ้นอยู่กับเส้นสายและโอกาสที่ผู้มีอำนาจจะเรียกเอา โดยช่วงนี้ได้ฟังจากคนในว่าเสี่ยเปี๋ยงกำลังเป็นขวัญใจสายเปย์


แต่ที่ทุกคนต้องการและต้องจ่ายแพงที่สุดคือ ให้ตนได้รับการประเมินว่าเป็น “ผู้มีความประพฤติดี” หรือประเมินว่าเป็น “ผู้ป่วยถึงขั้นที่สมควรได้รับการพักโทษ” โดยเรื่องนี้เคยมีกรณีที่พยาบาลและกรรมการประเมินถูกเจ้านายสั่งให้ประเมินผู้ต้องขังใหม่ให้เป็นไปตามที่เขาต้องการ จนเกิดการร้องเรียนไปที่กรมราชทัณฑ์ และ ป.ป.ช. แต่เรื่องเงียบหมด สุดท้ายเจ้านายก็รู้ว่าใครร้องเรียนและเรียกตัวพวกเขาไปข่มขู่

เห็นไหมครับว่า โรงพยาบาลที่งบประมาณน้อยนิดแต่คนมีอำนาจก็ยังหาช่องสร้างความร่ำรวยได้ โดยใช้อำนาจใช้ดุลยพินิจไปเอื้อประโยชน์ให้แก่บางคน เพื่อแลกกับผลประโยชน์ตอบแทนโดยมิชอบ

คอร์รัปชันแบบนี้สมประโยชน์กันทั้งผู้ให้และผู้รับ จึงปลอดภัยกว่าการโกงเงินหลวงที่อาจถูกจับได้ง่ายกว่าเพราะมีหลักฐานเอกสาร มีกฎระเบียบและมีคนเกี่ยวข้องรู้เห็นเยอะ

ดร. มานะ นิมิตรมงคล
เลขาธิการ
องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)
29/9/60

Advertisements

Leave a comment

Filed under Uncategorized

กระทรวงพาณิชย์: แบบอย่างการต้านโกง

กระทรวงพาณิชย์: แบบอย่างการต้านโกง

22491637_876183512546397_9044698762400483578_n.jpg

ผมได้ฟังอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หลายท่านแสดงความชื่นชมว่า “สามปีมานี้ที่กระทรวงพาณิชย์ไม่มีคอร์รัปชันขนาดใหญ่หรือคอร์รัปชันระดับนโยบายเกิดขึ้นเลย” บรรยากาศการทำงานของข้าราชการก็ดีขึ้นจากอดีตอย่างมาก

ท่านอธิบายว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคือ ผู้บริหารระดับสูงตั้งแต่ปลัดกระทรวงและอธิบดี มีการรวมตัวกันทำงานและตรวจสอบซึ่งกันและกันอย่างเข้มงวดมาก ขณะเดียวกันก็ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีทำให้บุคลากรในกระทรวงเกิดความเชื่อมั่น

ฟังแล้วเห็นคล้อยตามด้วย เพราะที่ผ่านมาก็ได้รับฟังจากนักธุรกิจที่กล่าวถึงกระทรวงฯ เกี่ยวกับความพยายามที่จะพัฒนาระบบงานและการบริการประชาชนให้ง่ายขึ้นสะดวกขึ้นหลายอย่าง มีการผลักดันระบบการบริหารและการบริการประชาชนเข้าสู่ระบบดิจิตัลที่ก้าวหน้าขึ้น มีการปรึกษาหารือและสร้างความร่วมมือกับประชาชน นักธุรกิจและผู้เกี่ยวข้อง ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อนำไปใช้ปรับปรุงระบบงานหรือการออกกฎระเบียบใหม่ที่คล่องตัวและเป็นที่ยอมรับร่วมกัน

ที่น่าจับตามากคือการที่ผู้บริหารของกระทรวงฯ และรัฐมนตรีคนปัจจุบันได้ให้การสนับสนุนและลงมือเป็นผู้นำการรณรงค์เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรในการทำงานอย่างโปร่งใสและร่วมต่อต้านคอร์รัปชันอย่างต่อเนื่องจริงจัง ด้วยคำขวัญร่วมกันว่า MOC Zero Corruption หรือ “คนพาณิชย์ไม่คิดคอร์รัปชัน” ทำให้คนนอกที่ติดตามเรื่องนี้มาตลอดเห็นว่า เป็นการรณรงค์ที่มีพลังและได้ผลตามสมควร เพราะเป็นการดึงให้ทุกหน่วยงาน ข้าราชการทุกระดับเข้ามีส่วนร่วมและมีตอกย้ำตรวจสอบกันตลอดเวลา

ซึ่งเมื่อรวมกับความพยายามที่จะพัฒนาระบบงานให้โปร่งใสมีประสิทธิภาพดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ก็ทำให้เข้าใจได้ว่า ความตื่นตัวของคนกระทรวงพาณิชย์ครั้งนี้กำลังทำให้เกิดการรณรงค์ที่จริงจังมิใช่แค่การติดป้าย กล่าวคำขวัญหรือจัดพิมพ์เอกสารแจกเท่านั้น และหากความจริงจังนี้ยังมีอย่างต่อเนื่อง จะทำให้บรรยากาศการทำงานและสภาพแวดล้อมด้านคุณธรรมในกระทรวงดีขึ้นจนต่อไปใครที่คิดจะโกงกินคงทำไม่ได้ง่ายๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีทั้งสิ้น

บางท่านคงแย้งว่าเป็นเพราะช่วงนี้ไม่มีการผลักดันงบประมาณหรือโครงการขนาดใหญ่ผ่านกระทรวงฯ นอกจากการขายข้าวจากโกดังของโครงการจำนำข้าว และยังมีพวกหากินกับโครงการประชารัฐและการจัดงานอีเว้นท์บ้างจึงทำให้ไม่มีข่าวใหญ่ออกมา ซึ่งข้อนี้อาจมีส่วนจริงอยู่ก็เป็นได้

ต้องยอมรับว่าจะหวังให้กระทรวงพาณิชย์ไม่มีคอร์รัปชันเกิดขึ้นเลยคงเป็นไปไม่ได้ เพราะนอกจาก ปัญหาการจัดซื้อจัดจ้าง การใช้อำนาจใช้ดุลยพินิจในการอนุญาตอนุมัติและการวิ่งเต้นแต่งตั้งโยกย้ายที่ควบคุมได้ยากแล้ว ที่นี่ยังเป็นกระทรวงใหญ่ที่มีงบประมาณมาก มีกลไกการบริหารที่มีบทบาทอำนาจให้คุณให้โทษมากมายต่อพ่อค้านักธุรกิจรวมถึงเศรษฐกิจการค้าของประเทศ

คอร์รัปชันขนาดใหญ่และคอร์รัปชันเชิงนโยบาย จึงมักถูกผลักดันผ่านกระทรวงนี้ไม่น้อยไปกว่ากระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรฯ ผลประโยชน์และอิทธิพลที่มากมายเช่นนี้กลายเป็นแรงจูงใจให้นักการเมืองที่ฉ้อฉลทุกยุคสมัยต่างหมายมั่นมาคุมอำนาจที่นี่  ทำให้หลายปีที่ผ่านมาข้าราชการจำนวนไม่น้อยถูกครอบงำและตกเป็นเครื่องมือ เป็นแพะรับบาป ต้องมีคดี เดือดร้อนจากความฉ้อฉลของนักการเมืองไปเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะล่าสุดจากโครงการจำนำข้าว การแทรกแซงของนักการเมืองยังทำให้มีการฝังรากสร้างเครือข่ายอุปถัมภ์ไว้ ด้วยการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการอย่างไม่เหมาะสมบ่อยครั้ง เพื่อให้คนของตนได้อยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจและผลประโยชน์สูง จนกลายเป็นปัญหาที่สร้างความบอบช้ำให้องค์กรมาตลอด

คอร์รัปชันยังคงเป็นปัญหาวิกฤติที่กำจัดได้ยากไม่ว่าจะใช้กฎหมายหรือองค์กรตรวจสอบอย่าง ป.ป.ช. และ สตง. ดังนั้นวิธีที่ดีและยั่งยืนที่สุดคือ ทำให้บุคลากรทุกคนในแต่ละหน่วยงานมีค่านิยมร่วมกันว่าเราจะไม่โกงและไม่ยอมให้ใครโกง จากนั้นทุกคนจะช่วยกันทำหน้าที่ในการป้องกันและตรวจจับคนโกงหรืออย่างน้อยก็ต่อต้านไม่คบค้าไม่ร่วมมือกับคนโกง โดยผู้นำของหน่วยงานต้องเป็นแบบอย่างและให้การสนับสนุนปกป้องคนทำดี

วันนี้กระทรวงพาณิชย์ฯ กำลังเป็นต้นแบบที่ดีในการทำงานอย่างโปร่งใสของภาครัฐ เชื่อว่าด้วยความมุ่งมั่นจากระดับหัวของกระทรวงฯ ที่จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติด้วยความรับผิดชอบและซื่อสัตย์สุจริต จะทำให้การคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่ในระดับล่างๆ ลดน้อยลงตามไปด้วย

ขอปรบมือและเป็นกำลังใจข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ทุกท่านครับ

ดร. มานะ นิมิตรมงคล

เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) 17/9/60

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ทำไมรัฐบาลจึงดูแลเอาใจนายทุนบางกลุ่มบางพวกเป็นอย่างดี

ทำไมรัฐบาลจึงดูแลเอาใจนายทุนบางกลุ่มบางพวกเป็นอย่างดี

ทุกรัฐบาล เมื่อได้อำนาจมาแล้วปัญหาสำคัญคือ ทำอย่างไรพวกเขาจะได้รับการยอมรับจากประชาชนมากพอที่จะทำให้รัฐบาลมีความมั่นคงตลอดไป แต่การที่จะสร้างผลงานและขับเคลื่อนนโยบายใดๆ ให้บรรลุเป้าหมายได้จะอาศัยเพียงแค่อำนาจตามกฎหมายและกระบอกปืนคงไม่พอ

รัฐบาลต้องพึ่งพากลไกของรัฐคือข้าราชการ กลไกทางสังคมคือภาคประชาสังคมและผู้นำทางความคิด (บางส่วน) และที่จำเป็นอย่างขาดไม่ได้คือกลไกทางเศรษฐกิจ เพราะเศรษฐกิจคือความสุขความทุกข์ของประชาชน กลไกนี้จำต้องอาศัยความร่วมมือของนักธุรกิจโดยเฉพาะพวกที่มีการรวมตัวหรือมีอิทธิพลสูงในการชี้นำและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

การพึ่งพานี้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์เกื้อกูลจนนำไปสู่การตอบแทนหรือแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันเมื่อมีโอกาส ซึ่งบางครั้งก็อาจประเจิดประเจ้อเกินไป

แม้จะเข้าใจกันดีว่า “การใช้อำนาจและทรัพยากรของรัฐไปเอื้อประโยชน์กันเป็นการคอร์รัปชัน” แต่ก็เป็นเรื่องที่พิสูจน์เอาผิดกันจริงจังได้ยากและพฤติกรรมที่บิดเบี้ยวแบบนี้ก็ทำให้เห็นกันแทบทุกประเทศไม่ใช่แค่ไทย

โครงการต่างๆ ที่ตกเป็นข่าวก็ต้องพิจารณาแยกแยะด้วยว่า กรณีใดเป็นการทำไปด้วยเจตนาดีเพื่อส่วนรวมไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงหรือเป็นไปตามกลไกเศรษฐกิจ กรณีใดเป็นการฉกฉวยหรือเป็นการโกงกินเหมือนที่ทำกันทั่วไป ไม่ใด้เกิดจากอำนาจระดับนโยบายดังที่กล่าวแล้วข้างต้น

อ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ได้อธิบายประเด็นนี้ไว้น่าสนใจว่า

“ในเมื่อการสร้างความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์มีความสำคัญต่อการขยายและธำรงไว้ซึ่งอำนาจทางการเมือง ผู้นำทางการเมืองจักต้องมีทรัพยากรสำหรับสร้างความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้

ด้วยเหตุนี้เอง ชนชั้นปกครองจึงต้องแสวงหาฐานอำนาจทางเศรษฐกิจและสร้างสายสัมพันธ์กับกลุ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ทั้งนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพยากรเพื่อใช้ในการอุปถัมภ์ทางการเมือง การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจจึงกลายเป็นกระบวนการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (Rent Seeking) ของชนชั้นปกครอง ภายใต้ระบบความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ดังที่พรรณาข้างต้นนี้

… การกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจกลายเป็นกระบวนการแบ่งปันผลประโยชน์เพื่อการอุปถัมภ์ทางการเมือง

… บรรดานโยบายซึ่งดูเหมือนจะเป็นประโยชน์แก่สังคมโดยรวมหรือต่อชนส่วนใหญ่ของประเทศ กลับกลายเป็นเครื่องมือในการจัดสรรทรัพยากรของแผ่นดินเพื่อประโยชน์ของชนชั้นปกครองเพียงกระหยิบมือเดียว” (2546, กระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในประเทศไทย, 2546 น.99-100.)

ดร. มานะ นิมิตรมงคล
15/10/60

Leave a comment

Filed under Uncategorized

งานวิจัยเพื่อเอาชนะคอร์รัปชัน

งานวิจัยเพื่อเอาชนะคอร์รัปชัน

22308837_870234796474602_7152549670341213551_n.jpg

ในฐานะเลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ผมได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดทำยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อการเอาชนะคอร์รัปชันสองฉบับในขณะนี้

ยุทธศาสตร์แรก คือ “ยุทธศาสตร์ชาติด้านการป้องกันปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ” ที่จัดทำโดยคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการต่อต้านคอร์รัปชัน เป็นยุทธศาสตร์ในแบบที่ทุกคนสามารถเข้าใจและนำไปปฏิบัติในทิศทางเดียวกันได้ สามารถเป็นเครื่องมือสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตามและประเมินให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติอย่างสอดคล้องไปตลอดระยะเวลา 20 ปีข้างหน้า โดยจะมีร่างยุทธศาสตร์ออกเผยแพร่ภายในปลายปีนี้

ยุทธศาสตร์ที่สอง คือ “ยุทธศาสตร์การวิจัยรายประเด็นด้านคอร์รัปชัน” ของ สนง. คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งถือว่าเป็นแนวคิดทางวิชาการที่ก้าวหน้ามากของบ้านเราและขณะนี้ใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว

งานวิจัยจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้เราเข้าใจรากเหง้าและพฤติกรรมของคอร์รัปชันได้ถ่องแท้กว่าปรากฎการณ์ที่เราเห็นหรือได้ยินได้ฟังมา ซึ่งจะทำให้สามารถหาทางแก้ไขปัญหาไปที่ต้นเหตุแท้จริงได้ งานวิชาการยังช่วยอธิบายประเด็นที่สับสน เช่น ความแตกต่างระหว่างสินน้ำใจกับสินบน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับการเอื้อประโยชน์พวกพ้อง อธิบายเงื่อนไขที่แตกต่างกัน เช่น ความแตกต่างในการคอร์รัปชันเชิงนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงพาณิชย์ฯ ประโยชน์สาธารณะกับคอร์รัปชันเชิงนโยบาย ประโยชน์ส่วนรวมกับประโยชน์ส่วนตน อธิบายกลไกที่ก่อให้เกิดคอร์รัปชัน เช่น การมีกฎหมาย กฎระเบียบที่ล้าสมัยและมากเกินจำเป็น ผู้มีอิทธิพลต่อการเกิดคอร์รัปชันในรัฐวิสากิจ เป็นต้น

หลายทศวรรษที่ผ่านมาคอร์รัปชันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างซับซ้อนตลอดเวลา งานวิจัยยังช่วยให้เราเข้าใจทิศทางของมันเพื่อหาทางป้องกันก่อนที่จะเกิดความเสียหาย และช่วยให้เราสามารถคัดเลือกมาตรการที่นานาชาติใช้ได้ผลดีและเหมาะกับประเทศไทย เหมาะกับสถานการณ์ ส่งผลกระทบในวงกว้างและให้ผลดีในระยะยาวมากที่สุด

งานวิจัยและบทความทางวิชาการเกี่ยวกับคอร์รัปชันมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นตามสถานการณ์ที่เลวร้ายลง แต่น่าเสียดายว่าผลงานส่วนใหญ่ไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ อาจเป็นเพราะคุณค่าของตัวผลงานที่ไม่ตรงความต้องการใช้งาน การสืบค้นหาผลงานทำได้ยาก ไม่มีหน่วยงานใดรวบรวมไว้ หลายผลงานไม่ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะทางอินเตอร์เน็ทด้วยเจตนาหรือความบกพร่องของหน่วยงานเจ้าของ หรือเพราะมีเนื้อหาที่อาจส่งผลในทางลบกับตัวผู้วิจัย

ปัจจุบันมีหน่วยงานผู้ให้ทุนวิจัยอยู่หลายแห่ง เช่น ป.ป.ช. สกว. รัฐสภา สภาพัฒน์ฯ มหาวิทยาลัยและองค์กรเอกชนบางแห่ง นอกจากนี้ยังมีผลงานประกอบการศึกษาระดับต่างๆ ที่น่าสนใจจำนวนหนึ่งด้วย

ดังนั้นยุทธศาสตร์การวิจัยฯ จึงมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้การใช้งบประมาณและบุคลากรด้านการวิจัยเกิดประโยชน์สุงสุดร่วมกัน มีการกำหนดประเด็นวิจัยต่างๆ ที่มีเนื้อหาต่อเนื่อง ครอบคลุมแต่ไม่เหวี่ยงแห ใช้วิธีการวิจัยและเทคโนโลยีอย่างหลากหลาย ที่สำคัญความรู้ที่เกิดขึ้นต้องตอบโจทย์ความต้องการใช้งานของผู้เกี่ยวข้องได้ เช่น การแก้ไขความล่าช้าในการเอาคนโกงมาลงโทษ รูปแบบคอร์รัปชันเชิงนโยบายในกระทรวงเกษตร คอร์รัปชันในอุตสาหกรรมก่อสร้าง รูปแบบคอร์รัปชันใน กทม. ความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อของกระทรวงกลาโหม การใช้ดุลยพินิจที่ก่อให้เกิดการทุจริตในกรมสรรพากร เป็นต้น

การที่เรามีหน่วยงานทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเก็บรวบรวม ประมวลความเปลี่ยนแปลงและศึกษาความต้องการของตลาด แล้วเผยแพร่ข้อมูลให้ผู้สนใจทราบความคืบหน้าเป็นระยะ ก็จะช่วยพัฒนาความต่อเนื่องของงานวิจัยด้านคอร์รัปชันได้เป็นอย่างดี ซึ่งโดยส่วนตัวผมไม่แน่ใจว่า ป.ป.ช. พร้อมที่จะทำหน้าที่นี้หรือไม่
—————————
ดร. มานะ นิมิตรมงคล
เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ

Leave a comment

Filed under Uncategorized

กฎหมายปราบโกง เอาผิดนิติบุคคลและผู้เกี่ยวข้อง

กฎหมายปราบโกงใหม่: เอาผิดนิติบุคคลและผู้เกี่ยวข้อง

22089867_868819083282840_5625989854929522008_n.jpg

กฎหมายใหม่ของ ป.ป.ช. มาตรา 123/5 เป็นมาตรการลงโทษทางอาญาที่รุนแรงกับนิติบุคคล กรรมการและผู้เกี่ยวข้องที่ไปติดสินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ใครก็ตามที่ทำมาหากินหรือต้องติดต่อกับหน่วยงานรัฐจะต้องรู้และวางมาตรการป้องกันที่เหมาะสมไว้ มิฉะนั้นอาจติดคุกหัวโตได้

มาตรการนี้ยึดหลักสากลที่ว่า เมื่อบุคคลไปติดต่อหรือค้าขายกับรัฐ ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นย่อมตกแก่นิติบุคคลที่เขาไปกระทำการแทน ตัวอย่างเช่น ผู้จัดการไปติดสินบนเพื่อให้ชนะการประมูลงานของรัฐอย่างไม่โปร่งใส กำไรและผลประโยชน์ที่ตามมาย่อมตกกับบริษัท รวมถึงผู้บริหารและผู้ถือหุ้นด้วย แต่ที่ผ่านมายังไม่มีกฎหมายที่ชัดเจนในการเอาผิดกับนิติบุคคล เหตุนี้จึงมีการบัญญัติเพิ่มเติมขึ้นในกฎหมายของ ป.ป.ช. ให้เอาผิดกับนิติบุคคลและผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล โดยมีโทษจำคุกและโทษปรับที่อาจสูงถึงสองเท่าของความเสียหายทั้งปวงที่เกิดขึ้นกับรัฐอันเป็นผลจากการกระทำนั้น

“ผู้กระทำผิด” ตามมาตรานี้หมายถึงบุคคลภายในหรือบุคคลนอกองค์กรก็ได้ ถ้าหากเป็น “บุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับนิติบุคคลและกระทำไปเพื่อประโยชน์ของนิติบุคคล” ดังนั้นจึงความผิดจึงครอบคลุมถึงการกระทำของบริษัทในเครือ ทนายความ ผู้รับทำบัญชีหรือนายหน้า ขณะที่ “ผู้รับสินบน” อาจหมายถึง เจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศและเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ โดยไม่ได้ระบุว่า “จำนวนสินบน” ต้องมากแค่ไหน ส่วน “วัตถุประสงค์ของการติดสินบน” หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ของนิติบุคคล เช่น เพื่อให้มีการอำนวยความสะดวก รวดเร็ว เช่นนี้ก็ผิดแล้ว

แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ในเรื่องคอร์รัปชัน สิ่งที่เรียกว่า “สินบน” นอกจากเงินทองแล้วยังหมายถึง “ผลประโยชน์” ที่อาจคิดคำนวนเป็นเงินได้และคิดคำนวนไม่ได้ เช่น การพาไปเที่ยวต่างประเทศ ช่วยฝากโรงเรียนหรือหางานให้ลูก การช่วยให้ได้เลื่อนตำแหน่ง เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ยุ่งยากและอันตรายมากสำหรับธุรกิจหากกระทำอะไรลงไป

ในความเป็นจริงแล้ว มาตรา 123/5 นี้มีเจตนาที่ดี ต้องการส่งเสริมให้เอกชนประกอบธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ โปร่งใส มีการพัฒนาศักยภาพของตนเองเพื่อแข่งขันทางการค้าอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งจะสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาวให้กับทุกคน ดังนั้นหากนิติบุคคลพิสูจน์ได้ว่า ตนตระหนักดีถึงปัญหาดังกล่าวและได้จัดให้มีมาตรการควบคุมที่เหมาะสมเพียงพอในการป้องกันการทุจริตอยู่ก่อนแล้ว เมื่อมีกรณีผิดพลาดทำนองเกิดนี้ขึ้นนิติบุคคลนั้นก็ไม่ต้องรับผิดหรือได้รับโทษต่ำ

ยังมีข้อดีที่เป็นผลพลอยได้จากการที่นิติบุคคลได้จัดทำมาตรการป้องกันการให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่เช่นว่านี้ไว้ ก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นได้อีก ได้แก่

ตามมาตรา 19 ของ พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฯ ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้ ได้กำหนดให้ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะเข้ายื่นเสนอราคาเพื่อขายสินค้าหรือบริการให้หน่วยงานของรัฐจะต้องจัดให้มีนโยบายและมาตรการขั้นต่ำในการป้องกันการทุจริตและมีแนวทางป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างที่เหมาะสมตามเงื่อนไขที่รัฐกำหนดด้วย ซึ่งมาตรการและนโยบายขั้นต่ำที่ว่านี้กำลังอยู่ระหว่างจัดทำ แต่เชื่อว่าคงไม่ต่างจากสิ่งที่พึงกระทำตาม ม. 123/5 ที่กล่าวมาแล้วมากนัก

ประโยชน์ประการต่อมา การที่บริษัทมีนโยบายและมาตรการที่ดีในการป้องกันการให้สินบน นอกจากเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมในแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันแล้ว ยังเกิดผลดีให้กับองค์กรเองจากการที่ได้วางระบบตรวจสอบภายในอย่างเข้มแข็งทำให้ทุกเรื่องให้ตรวจสอบได้ ส่งเสริมให้ทุกขั้นตอนการทำงานเป็นไปอย่างซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา ป้องกันมิให้เกิดโอกาสที่คนจะหลงผิดทุจริตได้ เกิดการรักษาระเบียบวินัยและสร้างวัฒนธรรมการทำงานอย่างรับผิดชอบให้เกิดขึ้น

ตัวอย่างการมีนโยบาย มีระบบควบคุมภายในและแนวปฏิบัติป้องกันการทุจริตที่ดีที่สุดในบ้านเราเวลานี้น่าจะเป็น การปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดของคณะกรรมการแนวร่วมปฏิบัติภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC) โดย สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)

ขณะนี้ ป.ป.ช. ได้จัดทำ “คู่มือแนวทางการกำหนดมาตรการควบคุมภายในที่เหมาะสม” ฉบับทางการ ให้ผู้สนใจดาวน์โหลดได้แล้วที่ https://www.nacc.go.th/download/article/article_20170926135334.pdf

 

ดร.มานะ นิมิตรมงคล

เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

6/10/60 (Edited Version)

Leave a comment

Filed under Uncategorized

คอร์รัปชันในมุมมองนักธุรกิจ: ตัวฉุดรั้งประเทศ

คอร์รัปชันในมุมมองนักธุรกิจ: ตัวฉุดรั้งประเทศ

ดัชนี “ขีดความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก” ครั้งล่าสุด ไทยได้รับการขยับอันดับขึ้นจากปีที่แล้วอันดับที่ 34 มาเป็น 32 ด้วยคะแนนดีขึ้นจาก 4.6 คะแนน เป็น 4.7 คะแนน จากคะแนนเต็ม 7 และมีแนวโน้ม (Trend) ในปีข้างหน้าเป็นบวก เปลี่ยนจากการสำรวจครั้งก่อนที่เป็นลบ

Global Competitiveness Index 2017-2018 ยังชี้ให้เห็นว่า คอร์รัปชันกำลังเป็นปัญหาร้ายแรงอันดับต้นๆ ต่อการทำธุรกิจในประเทศไทย (Most Problematic Factors for Doing Business) โดยปีที่แล้วเป็นปัญหารุนแรงอันดับ 3 คะแนน 11.3 แต่การสำรวจล่าสุดพบว่าดีขึ้นโดยลดความรุนแรงลงไปเป็นอันดับที่ 5 ด้วยคะแนน 10.1 (อันดับต้นๆ/คะแนนมากไม่ดี) ซึ่งเข้าใจว่าคะแนนนี้จะถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งในการประเมินดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) ที่จัดทำทุกปีโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (TI)

แม้อันดับโลกของไทยจะอยู่ที่ 32 เป็นรองประเทศในอาเซียนเพียงสิงคโปร์และมาเลเซียเท่านั้น แต่เมื่อศึกษาข้อมูลที่บ่งชี้เกี่ยวกับสภาพคอร์รัปชันของไทย ก็จะเข้าใจว่าคอร์รัปชันเป็นตัวรั้งประเทศไทยให้ย่ำแย่กว่าลาว อินโดนีเซีย เวียตนามและกัมพูชา จากหัวข้อสำรวจต่อไปนี้

1. จริยธรรมและการคอร์รัปชัน (Ethics and Corruption) ไทยได้ที่ 86 ต่ำกว่าสิงคโปร์ มาเลเซีย ลาว อินโดนีเซีย เวียตนาม แต่ดีกว่า กัมพูชา ฟิลิปปินส์

2. โอกาสที่เงินทุนของรัฐจะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด (Diversion of Public Funds) ไทยได้ที่ 80 เมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียนเหมือนในข้อ 1 และในข้อต่อๆ ไปก็เช่นกัน จะมีการเปลี่ยนแปลงลำดับก็เพียงเล็กน้อย

3. ความไว้วางใจของสาธารณชนต่อนักการเมือง (Public Trust in Politicians) ไทยหล่นไปอยู่อันดับที่ 103 น่าสนใจว่าหัวข้อนี้ประเทศที่ร่ำรวยอย่าง สเปน อิตาลี ฮังการี ล้วนมีอันดับต่ำกว่าไทยทั้งสิ้น

4. การจ่ายเงินสินบน (Irregular Payments and Bribes) ไทยได้อันดับที่ 72 โดยข้อนี้เวียตนามและอินโดนีเซีย ตกลงมาต่ำกว่าไทย

5. ความเป็นอิสระของกระบวนการยุติธรรม (Judicial Independence) ข้อนี้ไทยทำได้ดีคือขึ้นมาอยู่อันดับที่ 62 แต่ก็ยังตามหลังสิงค์โปร์ มาเลเซียและอินโดนีเซีย ข้อนี้ประเทศที่ร่ำรวยอย่าง อิตาลี เกาหลีใต้ ก็มีคะแนนต่ำกว่าไทย

6. การใช้ดุลยพินิจเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง (Favoritism in Decisions of Government Officers) ไทยได้อันดับที่ 71 ดีกว่าหลายประเทศรวมทั้งสเปน เกาหลีใต้ รัสเซีย

บางทีเพียงแค่เราควบคุมคอร์รัปชันได้ดีกว่านี้ ประเทศไทยอาจมีอนาคตทางเศรษฐกิจที่ดีกว่านี้โดยไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มอีกมากมายก็เป็นได้

ดร. มานะ นิมิตรมงคล
เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)
28/9/60

Leave a comment

Filed under Uncategorized

งานวิจัยเพื่อเอาชนะคอร์รัปชัน

งานวิจัยเพื่อเอาชนะคอร์รัปชัน

22308837_870234796474602_7152549670341213551_n.jpg

ขณะนี้กำลังมีการจัดทำยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อการเอาชนะคอร์รัปชันสองฉบับ โดยผมในฐานะเลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ได้เข้าไปมีส่วนร่วมด้วย

ยุทธศาสตร์แรก คือ “ยุทธศาสตร์ชาติด้านการป้องกันปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ” ที่จัดทำโดยคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการต่อต้านคอร์รัปชัน เป็นยุทธศาสตร์ในแบบที่ทุกคนสามารถเข้าใจและนำไปปฏิบัติในทิศทางเดียวกันได้ สามารถเป็นเครื่องมือสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตามและประเมินให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติอย่างสอดคล้องไปตลอดระยะเวลา 20 ปีข้างหน้า โดยจะมีร่างยุทธศาสตร์ออกเผยแพร่ภายในปลายปีนี้

ยุทธศาสตร์ที่สอง คือ “ยุทธศาสตร์การวิจัยรายประเด็นด้านคอร์รัปชัน” ของ สนง. คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งถือว่าเป็นแนวคิดทางวิชาการที่ก้าวหน้ามากของบ้านเราและขณะนี้ใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว

เพื่อต่อสู้เอาชนะคอร์รัปชันเราจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้จากงานวิจัย ที่ช่วยให้เราเข้าใจรากเหง้าและพฤติกรรมของคอร์รัปชันได้ถ่องแท้กว่าปรากฎการณ์ที่เราเห็นหรือได้ยินได้ฟังมา เพื่อให้สามารถหาทางแก้ไขปัญหาไปที่ต้นเหตุแท้จริงได้ งานวิชาการยังช่วยอธิบายประเด็นที่สับสน เช่น ความแตกต่างระหว่างสินน้ำใจกับสินบน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับการเอื้อประโยชน์พวกพ้อง อธิบายเงื่อนไขที่แตกต่างกัน เช่น ความแตกต่างในการคอร์รัปชันเชิงนโยบายระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงพาณิชย์ฯ ประโยชน์สาธารณะกับคอร์รัปชันเชิงนโยบาย ประโยชน์ส่วนรวมกับประโยชน์ส่วนตน อธิบายกลไกที่ก่อให้เกิดคอร์รัปชัน เช่น การมีกฎหมาย กฎระเบียบที่ล้าสมัยและมากเกินจำเป็น ผู้มีอิทธิพลต่อการเกิดคอร์รัปชันในรัฐวิสากิจ เป็นต้น

หลายทศวรรษที่ผ่านมาคอร์รัปชันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างซับซ้อนตลอดเวลา งานวิจัยยังช่วยให้เราเข้าใจทิศทางของมันเพื่อหาทางป้องกันก่อนที่จะเกิดความเสียหาย และช่วยให้เราสามารถคัดเลือกมาตรการที่นานาชาติใช้ได้ผลดีและเหมาะกับประเทศไทย เหมาะกับสถานการณ์ ส่งผลกระทบในวงกว้างและให้ผลดีในระยะยาวมากที่สุด

งานวิจัยและบทความทางวิชาการเกี่ยวกับคอร์รัปชันมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นตามสถานการณ์ที่เลวร้ายลง แต่น่าเสียดายว่าผลงานส่วนใหญ่ไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ อาจเป็นเพราะคุณค่าของตัวผลงานที่ไม่ตรงความต้องการใช้งาน การสืบค้นหาผลงานทำได้ยาก ไม่มีหน่วยงานใดรวบรวมไว้ หลายผลงานไม่ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะทางอินเตอร์เน็ทด้วยเจตนาหรือความบกพร่องของหน่วยงานเจ้าของ หรือเพราะมีเนื้อหาที่อาจส่งผลในทางลบกับตัวผู้วิจัย

ปัจจุบันมีหน่วยงานผู้ให้ทุนวิจัยอยู่หลายแห่ง เช่น ป.ป.ช. สกว. รัฐสภา สภาพัฒน์ฯ  มหาวิทยาลัยและองค์กรเอกชนบางแห่ง นอกจากนี้ยังมีผลงานประกอบการศึกษาระดับต่างๆ ที่น่าสนใจจำนวนหนึ่งด้วย

ดังนั้นยุทธศาสตร์การวิจัยฯ จึงมุ่งหมายที่จะทำให้การใช้งบประมาณและบุคลากรด้านการวิจัยเกิดประโยชน์สุงสุดร่วมกัน มีการกำหนดประเด็นวิจัยต่างๆ ที่มีเนื้อหาต่อเนื่อง ครอบคลุมแต่ไม่เหวี่ยงแห ใช้วิธีการวิจัยและเทคโนโลยีอย่างหลากหลาย ที่สำคัญความรู้ที่เกิดขึ้นต้องตอบโจทย์ความต้องการใช้งานของผู้เกี่ยวข้องได้ เช่น การแก้ไขความล่าช้าในการเอาคนโกงมาลงโทษ รูปแบบคอร์รัปชันเชิงนโยบายในกระทรวงเกษตร คอร์รัปชันในอุตสาหกรรมก่อสร้าง รูปแบบคอร์รัปชันใน กทม. ความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อของกระทรวงกลาโหม การใช้ดุลยพินิจที่ก่อให้เกิดการทุจริตในกรมสรรพากร เป็นต้น

การที่เรามีหน่วยงานทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเก็บรวบรวม ประมวลความเปลี่ยนแปลงและศึกษาความต้องการของตลาด แล้วเผยแพร่ข้อมูลให้ผู้สนใจทราบความคืบหน้าเป็นระยะ ก็จะช่วยพัฒนาความต่อเนื่องของงานวิจัยด้านคอร์รัปชันได้เป็นอย่างดี ซึ่งโดยส่วนตัวผมไม่แน่ใจว่า ป.ป.ช. พร้อมที่จะทำหน้าที่นี้หรือไม่

 

ดร. มานะ นิมิตรมงคล

เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

5/10/60

Leave a comment

Filed under Uncategorized