Category Archives: Uncategorized

‘พลเมืองตื่นรู้ สู้โกง’ มิติใหม่ของการต้านโกง

‘พลเมืองตื่นรู้ สู้โกง’ มิติใหม่ของการต้านโกง

สังคมไทยมีความหวังมากขึ้นในการกำจัดคอร์รัปชัน เพราะความรู้และทัศนคติของคนไทยต่อพฤติกรรมโกงกินได้เปลี่ยนไป จากเคยยอมจำนนว่าเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ทำกัน และเป็นหน้าที่ของรัฐบาล หรือ ป.ป.ช. ในการป้องกันและไล่จับคนโกง มาวันนี้คนส่วนใหญ่นอกจากจะปฏิเสธและรังเกียจการโกงกินแล้ว ยังพยายามเข้ามามีส่วนร่วมลงไม้ลงมือในการแก้ปัญหา ไม่ดูดายปล่อยตามยถากรรมให้เป็นเรื่องของราชการอีกต่อไป ความเข้มแข็งในการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอร์รัปชันของภาคประชาชนจึงก้าวหน้าอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา

ผลงานและความเสียสละมากมายที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นเรื่องราวที่ คนไทย นักธุรกิจ ข้าราชการยุคใหม่ เยาวชนหัวทันสมัย สื่อมวลชนและนักวิชาการที่ตื่นรู้ได้มาร่วมลงมือต่อสู้กับภัยคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นอยู่รอบตัว

คนไทยเข้าใจและพร้อมสู้

กรณีแหวนเพ็ชรและนาฬิกาหรู เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า เมื่อใดก็ตามที่ข้อมูลไม่ชอบมาพากลถูกเปิดเผยออกมา (แม้จะไม่ตั้งใจ) การตรวจสอบรอบด้านโดยประชาชนจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมาก ยังมีข้อมูลโกงกินของนักการเมืองและข้าราชการจำนวนมากที่ถูกบอกเล่าจากประชาชนผ่านสื่อออนไลน์อย่าง เพจ ‘หมาเฝ้าบ้าน’ เพจ ‘ต้องแฉ’ ‘สำนักข่าวอิศรา’ ‘สำนักข่าวไทยพับลิก้า’ รวมทั้งสื่อหลักอย่าง หนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ ต่างๆ ก็ใส่ใจผลิตรายการเจาะประเด็นคอร์รัปชันมากขึ้น

ที่น่ายินดีกว่านั้นคือการได้รู้ว่า วันนี้ประชาชนไม่ได้รอว่ารัฐบาลจะทำอะไรเพื่อป้องกันหรือจับคนโกง แต่ประชาชนจำนวนมากพร้อมที่จะร่วมลงมือทำกันเอง เพียงแต่ขอให้รัฐเปิดใจสนับสนุนให้นโยบายเปิดเผยข้อมูลสาธารณะเกิดขึ้นจริงจังตามมาตรฐานสากล พร้อมกับคอยปกป้องให้เขามีสิทธิมีเสียง มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ช่วยให้เขาสามารถรวมตัวกันต่อสู้เปิดโปงเรื่องฉ้อฉลโดยไม่ต้องกลัวการข่มขู่คุกคามเช่นที่ผ่านๆ มา

ความจริงข้อนี้ยืนยันได้จากการออกไปรับฟังความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ รวมทั้งผลการสำรวจของ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และ องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ

ภาคเอกชนที่ใส่ใจ รับผิดชอบ

โครงการใหญ่และสำคัญมากที่ต้องกล่าวถึงคือ ‘โครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต’ หรือ CAC ที่ต้องการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันด้วยความร่วมมือกันของภาคธุรกิจ และโครงการร่วมมือของธุรกิจตลาดทุนในการจัดตั้ง ‘กองทุนธรรมาภิบาลไทย’ 11 แห่ง ที่สามารถระดมทุนรวมกันได้เกือบ 4 พันล้านบาท เพื่อไปลงทุนในบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคม และเมื่อกองทุนมีกำไรก็แบ่งปันออกมาถึงร้อยละ 40 ไปอุดหนุนโครงการเพื่อสังคมและการต่อต้านคอร์รัปชันที่ดำเนินการโดยประชาชนอีกด้วย

ทุกวันนี้มีบริษัทที่มีชื่อเสียงและนักธุรกิจรุ่นใหม่จำนวนมาก ตั้งใจและเข้ามามีส่วนร่วมในการทำให้สังคมดีขึ้น ด้วยวิธีการที่ตนเองถนัดและมีทรัพยากรอยู่ เราจึงได้เห็นการรณรงค์ในภาคเอกชนด้วยกันเองให้หันมาใส่ใจและรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้นแทนที่จะมุ่งแสวงหากำไรอย่างไม่สิ้นสุด ผลงานดีๆ หลายอย่างจึงปรากฏในปีที่ผ่านมา เช่น ภาพยนต์เรื่อง ฉลาดเกมส์โกง เกมส์สำหรับวัยรุ่น ชื่อ คอร์รัป – จะหยุดยั้งหรือปล่อยไป หลักสูตรสุจริตไทย พ็อคเก็ตบุ๊คดีๆ เช่น สมการคอร์รัปชัน หมากระดิกหาง ฝ่าวิกฤติคอร์รัปชันไทย การจัดงานมหกรรมทำดีหวังผล สังคมดี๊ดี 2 นาทีง่ายๆ และอีกหลายอย่างที่เกิดจากความต้องการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันของประเทศ

ข้าราชการกับการดูแลกันเอง

‘ลงมือทำดีแม้ไม่มีคำสั่งหรือนโยบายจากรัฐบาล’ เป็นสิ่งที่พบเห็นจากการที่ ปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้อำนวยการและข้าราชการรุ่นใหม่จำนวนมากได้ลงมือทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี พร้อมๆ กับการเชิญชวนให้เพื่อนในหน่วยงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตสำนึกและรับผิดชอบ เพื่อให้หน่วยงานของตนเป็น ‘องค์กรที่ดี’ ที่ทุกคนสามารถทำงานอย่างมีความสุข ไม่ต้องกังวลกับการกดดันแทรกแซงที่ไม่ชอบธรรมใดๆ

กอปรกับมีแนวคิดใหม่ว่า ‘คอร์รัปชันในระบบราชการจะลดลงอย่างมาก หากข้าราชการในหน่วยงานกันเองไม่ยินยอม’ และเมื่อตรวจพบความผิดก็จัดการลงโทษพร้อมหาทางแก้ไขป้องกันในทันที โดยไม่ต้องรอเวลาให้หน่วยงานภายนอกอย่าง ป.ป.ช. ป.ป.ท. หรือ สตง. มาตรวจสอบเสียก่อน

หน่วยงานสำคัญอย่าง ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตประจำกระทรวง (ศปท.) ที่ทำงานอย่างใกล้ชิดกับข้าราชการ เริ่มได้รับการส่งเสริมและสร้างความเข้าใจกับเพื่อนข้าราชการ หน่วยงานนี้จึงมีความสำคัญมากกว่าหน่วยงานหรือคณะกรรมการนับสิบที่รัฐบาล ก.พ. หรือ กพร. จัดตั้งขึ้นและทำงานซ้ำซ้อนกันโดยไม่มีผลงานที่จับต้องได้

ความสำเร็จในการรณรงค์ให้มีการประกาศนโยบาย ‘ไม่ให้ – ไม่รับของขวัญในเทศกาลปีใหม่’ จากข้าราชการชั้นผู้น้อยและนักธุรกิจในปี 2560 ก็ถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของ ศปท.

นักวิชาการร่วมคิดหาความรู้มาสู้โกง

การเอาชนะคอร์รัปชันจำเป็นต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจบนพื้นฐานความเป็นจริง มากกว่าความเชื่อหรือใช้ความรู้สึกไปตัดสินสิ่งที่มองเห็นและได้ยิน ในปีที่ผ่านมาเราได้เห็นการสนับสนุนและผลงานวิจัยที่มีประโยชน์จำนวนมากจากสถาบันต่างๆ อย่าง สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สภาพัฒน์ฯ ทีดีอาร์ไอ ป.ป.ช. และมูลนิธิบางแห่ง  แน่นอนว่าความรู้ที่เกิดขึ้นจะช่วยให้เราแก้ไขปัญหาที่ต้นตอได้อย่างคุ้มค่า ตรงประเด็นมากขึ้น

มีการจัดตั้งสถาบันวิชาการด้านธรรมาภิบาลและการต่อต้านคอร์รัปชันขึ้นในมหาวิทยาลัยรังสิต นิด้า จุฬาฯ และธรรมศาสตร์ ยังมีการรวมกลุ่มนักวิชาการรุ่นใหม่อย่าง สยามแล็ป รู้ทันกันโกง แฮนด์ เชนจ์ ฟิวชั่นและอีกหลายเครือข่ายที่ทำงานกันอย่างเสียสละ

บทสรุป

เรื่องดีๆ เหล่านี้เป็นประกายแห่งความหวังที่ทำให้มั่นใจว่า ‘แนวโน้มสถานการณ์คอร์รัปชันของประเทศกำลังดีขึ้น’ คนไทยเอาชนะคอรัปชันได้ แต่จะสำเร็จช้าเร็วเพียงใดขึ้นอยู่กับการสนับสนุนและเข้าร่วมของคนไทยทุกคน และนี่คือมิติใหม่ในการสร้างอนาคตที่ดีให้กับประเทศไทย ประเทศที่จะไม่ยอมให้ใครมาชี้หน้าว่าขี้โกง

 

ดร. มานะ นิมิตรมงคล

เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

9/1/61

Advertisements

Leave a comment

Filed under Uncategorized

No Gift Policy ไม่ให้ ไม่รับของขวัญ

‘ไม่รับ-ไม่ให้ ของขวัญ’ จุดเริ่มการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน

เมื่อถึงเทศกาลขึ้นปีใหม่เรามักเห็นภาพข้าราชการชั้นผู้น้อยควักกระเป๋าหรือเรี่ยไรเงินกันเพื่อซื้อหาของขวัญไปมอบแก่ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจ นักธุรกิจก็เดินสายนำของขวัญไปมอบแก่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และนักการเมืองเช่นกัน เรื่องเหล่านี้เราคุ้นเคยจนดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้ว แต่เราอาจมองข้ามไปว่า นี่เป็นพฤติกรรมที่นำไปสู่การทุจริตประพฤติมิชอบได้

น่ายินดีที่หลายปีมานี้ในบ้านเราเริ่มมีหน่วยราชการและองค์กรของรัฐ เช่น กระทรวงสาธารณสุข ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงรัฐวิสาหกิจและธุรกิจเอกชนชั้นนำหลายแห่งที่ตื่นตัวเข้าใจถึงปัญหานี้ ได้ออกนโยบายและแนวปฏิบัติการ ‘ไม่รับ-ไม่ให้’ ของขวัญเพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ดีในการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่หวังผลประโยชน์ตอบแทนอื่น ให้คนในองค์กรของตนปฏิบัติไปในทางเดียวกัน ซึ่งมาตรการดีๆ แบบนี้ในต่างประเทศเขายึดถือปฏิบัติกันแพร่หลายมานานแล้ว

มีคำอธิบายถึงเหตุผลที่ควรเลิกการปฏิบัติแบบนี้กล่าวคือ เป็นภาระและสิ้นเปลือง ผู้ให้ต่างหวังที่จะวิ่งเต้นเส้นสายเอาใจนายหรือแสดงการสวามิภักดิ์ เพื่อหวังประโยชน์ตอบแทนหรือหวังให้ได้รับการส่งเสริมให้ได้รับลาภยศได้ตำแหน่งที่ดีหรือให้มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในวันข้างหน้า ซึ่งทุกเหตุผลที่กล่าวมาล้วนเข้าข่ายการมี “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ทั้งสิ้น

แม้จะมีข้าราชการและเอกชนจำนวนมากที่ไม่เต็มใจจะเที่ยวเอาของขวัญไปให้ผู้ใหญ่ แต่ก็เกรงว่าเมื่อคนอื่นเขายังทำกันอยู่ หากตนไม่ทำก็จะเสียโอกาสหรือโดนเจ้านายหาเหตุตำหนิเอาภายหลังได้ ดังนั้นเรื่องนี้หากได้กำหนดเป็นนโยบายที่ทุกหน่วยงานของรัฐทำเหมือนๆ กัน ก็จะเป็นการช่วยให้ความตั้งใจของทุกๆ ฝ่ายประสบความสำเร็จไปด้วย เพราะไม่ต้องกังวลหรือถูกกดดันจากเจ้าหน้าที่รัฐอีกต่อไป

มีข้อสนับสนุนให้มีการประกาศนโยบายงดรับของขวัญ หรือ ‘No Gift Policy’ ให้เป็นนโยบายระดับชาติ เพื่อเป็นการย้ำเตือนถึง ‘อุดมการณ์ของข้าราชการที่ดี จักต้องทำงานอย่างมืออาชีพโดยยึดประโยชน์ส่วนรวมของรัฐและประชาชนเป็นสำคัญ’ ด้วยความโปร่งใส ตรงไปตรงมา ให้เกิดความสำเร็จตามภาระหน้าที่ ด้วยเหตุนี้ผู้ใหญ่จึงควรแสดงตนเป็นแบบอย่างให้ทุกคนเห็นว่า ตนจะยอมรับผลประโยชน์ตอบแทนที่รัฐมอบให้จากการปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น ทุกคนควรทำหน้าที่ของตนเองอย่างถูกต้องสมบูรณ์ไม่มีการเอาเรื่องส่วนตัวมาเป็นเหตุผลเหนือเรื่องส่วนรวม การปฏิบัติเช่นนี้ยังเป็นบรรทัดฐานที่ดีสำหรับภาคเอกชนเพื่อสร้างความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจให้เป็นองค์กรที่มีธรรมาภิบาล

นโยบายงดรับของขวัญ (No Gift Policy) จึงเป็นหลักปฏิบัติให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันในสังคมไทย

ดร. มานะ นิมิตรมงคล

25 พฤศจิกายน 2560

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ทำไมคนดังติดคุกแล้วต้องป่วยนอนโรงพยาบาล

ทำไมคนดังติดคุกแล้วต้องป่วยนอนโรงพยาบาล

เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมผู้ต้องโทษคดีดัง คนร่ำรวย นักการเมืองและผู้มีชื่อเสียงทั้งหลาย เมื่อต้องเข้าเรือนจำสักพักเดียวก็จะมีข่าวว่าป่วยหนัก จนต้องเข้ารับการรักษาที่ “โรงพยาบาลราชทัณฑ์” หรือส่งตัวไปสถานพยาบาลข้างนอก รายไหนแข็งแรงดีหรือเคยเป็นหมอพยาบาล ก็อาจได้รับคัดเลือกให้มาทำงานอาสาสมัครผู้ช่วยด้านการแพทย์ เสี่ยเปี๋ยง เฮียปอ ราเกซ บุญทรง จตุพร และบรรดาผู้ต้องขังจากคดีกรุงไทย ต่างก็เข้าใช้บริการแบบนี้แทบทั้งสิ้น โดยคนทั่วไปไม่รู้เลยว่าใครป่วยจริงหรือไม่

ประโยชน์ที่พวกเขาได้รับ เช่น ความเป็นอิสระพอประมาณจากกฎเกณฑ์ที่เคร่งครัดของเรือนจำ สามารถสั่งอาหารจากข้างนอกมาทานได้ ความสะดวกปลอดภัย การเข้าเยี่ยมของญาติมิตรที่ง่ายกว่า การได้อยู่ในกลุ่มคนที่มีฐานะใกล้เคียงกัน ความสะอาดและมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดีกว่าถึงแม้จะไม่ใช่ห้องพักเดี่ยว
การที่ใครจะได้สิทธิ์พิเศษนี้เขามี “ราคาที่ต้องจ่าย” ที่ไม่มีอัตราตายตัว ขึ้นอยู่กับเส้นสายและโอกาสที่ผู้มีอำนาจจะเรียกเอา โดยช่วงนี้ได้ฟังจากคนในว่าเสี่ยเปี๋ยงกำลังเป็นขวัญใจสายเปย์


แต่ที่ทุกคนต้องการและต้องจ่ายแพงที่สุดคือ ให้ตนได้รับการประเมินว่าเป็น “ผู้มีความประพฤติดี” หรือประเมินว่าเป็น “ผู้ป่วยถึงขั้นที่สมควรได้รับการพักโทษ” โดยเรื่องนี้เคยมีกรณีที่พยาบาลและกรรมการประเมินถูกเจ้านายสั่งให้ประเมินผู้ต้องขังใหม่ให้เป็นไปตามที่เขาต้องการ จนเกิดการร้องเรียนไปที่กรมราชทัณฑ์ และ ป.ป.ช. แต่เรื่องเงียบหมด สุดท้ายเจ้านายก็รู้ว่าใครร้องเรียนและเรียกตัวพวกเขาไปข่มขู่

เห็นไหมครับว่า โรงพยาบาลที่งบประมาณน้อยนิดแต่คนมีอำนาจก็ยังหาช่องสร้างความร่ำรวยได้ โดยใช้อำนาจใช้ดุลยพินิจไปเอื้อประโยชน์ให้แก่บางคน เพื่อแลกกับผลประโยชน์ตอบแทนโดยมิชอบ

คอร์รัปชันแบบนี้สมประโยชน์กันทั้งผู้ให้และผู้รับ จึงปลอดภัยกว่าการโกงเงินหลวงที่อาจถูกจับได้ง่ายกว่าเพราะมีหลักฐานเอกสาร มีกฎระเบียบและมีคนเกี่ยวข้องรู้เห็นเยอะ

ดร. มานะ นิมิตรมงคล
เลขาธิการ
องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)
29/9/60

Leave a comment

Filed under Uncategorized

กระทรวงพาณิชย์: แบบอย่างการต้านโกง

กระทรวงพาณิชย์: แบบอย่างการต้านโกง

22491637_876183512546397_9044698762400483578_n.jpg

ผมได้ฟังอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หลายท่านแสดงความชื่นชมว่า “สามปีมานี้ที่กระทรวงพาณิชย์ไม่มีคอร์รัปชันขนาดใหญ่หรือคอร์รัปชันระดับนโยบายเกิดขึ้นเลย” บรรยากาศการทำงานของข้าราชการก็ดีขึ้นจากอดีตอย่างมาก

ท่านอธิบายว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคือ ผู้บริหารระดับสูงตั้งแต่ปลัดกระทรวงและอธิบดี มีการรวมตัวกันทำงานและตรวจสอบซึ่งกันและกันอย่างเข้มงวดมาก ขณะเดียวกันก็ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีทำให้บุคลากรในกระทรวงเกิดความเชื่อมั่น

ฟังแล้วเห็นคล้อยตามด้วย เพราะที่ผ่านมาก็ได้รับฟังจากนักธุรกิจที่กล่าวถึงกระทรวงฯ เกี่ยวกับความพยายามที่จะพัฒนาระบบงานและการบริการประชาชนให้ง่ายขึ้นสะดวกขึ้นหลายอย่าง มีการผลักดันระบบการบริหารและการบริการประชาชนเข้าสู่ระบบดิจิตัลที่ก้าวหน้าขึ้น มีการปรึกษาหารือและสร้างความร่วมมือกับประชาชน นักธุรกิจและผู้เกี่ยวข้อง ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อนำไปใช้ปรับปรุงระบบงานหรือการออกกฎระเบียบใหม่ที่คล่องตัวและเป็นที่ยอมรับร่วมกัน

ที่น่าจับตามากคือการที่ผู้บริหารของกระทรวงฯ และรัฐมนตรีคนปัจจุบันได้ให้การสนับสนุนและลงมือเป็นผู้นำการรณรงค์เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรในการทำงานอย่างโปร่งใสและร่วมต่อต้านคอร์รัปชันอย่างต่อเนื่องจริงจัง ด้วยคำขวัญร่วมกันว่า MOC Zero Corruption หรือ “คนพาณิชย์ไม่คิดคอร์รัปชัน” ทำให้คนนอกที่ติดตามเรื่องนี้มาตลอดเห็นว่า เป็นการรณรงค์ที่มีพลังและได้ผลตามสมควร เพราะเป็นการดึงให้ทุกหน่วยงาน ข้าราชการทุกระดับเข้ามีส่วนร่วมและมีตอกย้ำตรวจสอบกันตลอดเวลา

ซึ่งเมื่อรวมกับความพยายามที่จะพัฒนาระบบงานให้โปร่งใสมีประสิทธิภาพดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ก็ทำให้เข้าใจได้ว่า ความตื่นตัวของคนกระทรวงพาณิชย์ครั้งนี้กำลังทำให้เกิดการรณรงค์ที่จริงจังมิใช่แค่การติดป้าย กล่าวคำขวัญหรือจัดพิมพ์เอกสารแจกเท่านั้น และหากความจริงจังนี้ยังมีอย่างต่อเนื่อง จะทำให้บรรยากาศการทำงานและสภาพแวดล้อมด้านคุณธรรมในกระทรวงดีขึ้นจนต่อไปใครที่คิดจะโกงกินคงทำไม่ได้ง่ายๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีทั้งสิ้น

บางท่านคงแย้งว่าเป็นเพราะช่วงนี้ไม่มีการผลักดันงบประมาณหรือโครงการขนาดใหญ่ผ่านกระทรวงฯ นอกจากการขายข้าวจากโกดังของโครงการจำนำข้าว และยังมีพวกหากินกับโครงการประชารัฐและการจัดงานอีเว้นท์บ้างจึงทำให้ไม่มีข่าวใหญ่ออกมา ซึ่งข้อนี้อาจมีส่วนจริงอยู่ก็เป็นได้

ต้องยอมรับว่าจะหวังให้กระทรวงพาณิชย์ไม่มีคอร์รัปชันเกิดขึ้นเลยคงเป็นไปไม่ได้ เพราะนอกจาก ปัญหาการจัดซื้อจัดจ้าง การใช้อำนาจใช้ดุลยพินิจในการอนุญาตอนุมัติและการวิ่งเต้นแต่งตั้งโยกย้ายที่ควบคุมได้ยากแล้ว ที่นี่ยังเป็นกระทรวงใหญ่ที่มีงบประมาณมาก มีกลไกการบริหารที่มีบทบาทอำนาจให้คุณให้โทษมากมายต่อพ่อค้านักธุรกิจรวมถึงเศรษฐกิจการค้าของประเทศ

คอร์รัปชันขนาดใหญ่และคอร์รัปชันเชิงนโยบาย จึงมักถูกผลักดันผ่านกระทรวงนี้ไม่น้อยไปกว่ากระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรฯ ผลประโยชน์และอิทธิพลที่มากมายเช่นนี้กลายเป็นแรงจูงใจให้นักการเมืองที่ฉ้อฉลทุกยุคสมัยต่างหมายมั่นมาคุมอำนาจที่นี่  ทำให้หลายปีที่ผ่านมาข้าราชการจำนวนไม่น้อยถูกครอบงำและตกเป็นเครื่องมือ เป็นแพะรับบาป ต้องมีคดี เดือดร้อนจากความฉ้อฉลของนักการเมืองไปเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะล่าสุดจากโครงการจำนำข้าว การแทรกแซงของนักการเมืองยังทำให้มีการฝังรากสร้างเครือข่ายอุปถัมภ์ไว้ ด้วยการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการอย่างไม่เหมาะสมบ่อยครั้ง เพื่อให้คนของตนได้อยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจและผลประโยชน์สูง จนกลายเป็นปัญหาที่สร้างความบอบช้ำให้องค์กรมาตลอด

คอร์รัปชันยังคงเป็นปัญหาวิกฤติที่กำจัดได้ยากไม่ว่าจะใช้กฎหมายหรือองค์กรตรวจสอบอย่าง ป.ป.ช. และ สตง. ดังนั้นวิธีที่ดีและยั่งยืนที่สุดคือ ทำให้บุคลากรทุกคนในแต่ละหน่วยงานมีค่านิยมร่วมกันว่าเราจะไม่โกงและไม่ยอมให้ใครโกง จากนั้นทุกคนจะช่วยกันทำหน้าที่ในการป้องกันและตรวจจับคนโกงหรืออย่างน้อยก็ต่อต้านไม่คบค้าไม่ร่วมมือกับคนโกง โดยผู้นำของหน่วยงานต้องเป็นแบบอย่างและให้การสนับสนุนปกป้องคนทำดี

วันนี้กระทรวงพาณิชย์ฯ กำลังเป็นต้นแบบที่ดีในการทำงานอย่างโปร่งใสของภาครัฐ เชื่อว่าด้วยความมุ่งมั่นจากระดับหัวของกระทรวงฯ ที่จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติด้วยความรับผิดชอบและซื่อสัตย์สุจริต จะทำให้การคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่ในระดับล่างๆ ลดน้อยลงตามไปด้วย

ขอปรบมือและเป็นกำลังใจข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ทุกท่านครับ

ดร. มานะ นิมิตรมงคล

เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) 17/9/60

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ทำไมรัฐบาลจึงดูแลเอาใจนายทุนบางกลุ่มบางพวกเป็นอย่างดี

ทำไมรัฐบาลจึงดูแลเอาใจนายทุนบางกลุ่มบางพวกเป็นอย่างดี

ทุกรัฐบาล เมื่อได้อำนาจมาแล้วปัญหาสำคัญคือ ทำอย่างไรพวกเขาจะได้รับการยอมรับจากประชาชนมากพอที่จะทำให้รัฐบาลมีความมั่นคงตลอดไป แต่การที่จะสร้างผลงานและขับเคลื่อนนโยบายใดๆ ให้บรรลุเป้าหมายได้จะอาศัยเพียงแค่อำนาจตามกฎหมายและกระบอกปืนคงไม่พอ

รัฐบาลต้องพึ่งพากลไกของรัฐคือข้าราชการ กลไกทางสังคมคือภาคประชาสังคมและผู้นำทางความคิด (บางส่วน) และที่จำเป็นอย่างขาดไม่ได้คือกลไกทางเศรษฐกิจ เพราะเศรษฐกิจคือความสุขความทุกข์ของประชาชน กลไกนี้จำต้องอาศัยความร่วมมือของนักธุรกิจโดยเฉพาะพวกที่มีการรวมตัวหรือมีอิทธิพลสูงในการชี้นำและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

การพึ่งพานี้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์เกื้อกูลจนนำไปสู่การตอบแทนหรือแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันเมื่อมีโอกาส ซึ่งบางครั้งก็อาจประเจิดประเจ้อเกินไป

แม้จะเข้าใจกันดีว่า “การใช้อำนาจและทรัพยากรของรัฐไปเอื้อประโยชน์กันเป็นการคอร์รัปชัน” แต่ก็เป็นเรื่องที่พิสูจน์เอาผิดกันจริงจังได้ยากและพฤติกรรมที่บิดเบี้ยวแบบนี้ก็ทำให้เห็นกันแทบทุกประเทศไม่ใช่แค่ไทย

โครงการต่างๆ ที่ตกเป็นข่าวก็ต้องพิจารณาแยกแยะด้วยว่า กรณีใดเป็นการทำไปด้วยเจตนาดีเพื่อส่วนรวมไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงหรือเป็นไปตามกลไกเศรษฐกิจ กรณีใดเป็นการฉกฉวยหรือเป็นการโกงกินเหมือนที่ทำกันทั่วไป ไม่ใด้เกิดจากอำนาจระดับนโยบายดังที่กล่าวแล้วข้างต้น

อ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ได้อธิบายประเด็นนี้ไว้น่าสนใจว่า

“ในเมื่อการสร้างความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์มีความสำคัญต่อการขยายและธำรงไว้ซึ่งอำนาจทางการเมือง ผู้นำทางการเมืองจักต้องมีทรัพยากรสำหรับสร้างความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้

ด้วยเหตุนี้เอง ชนชั้นปกครองจึงต้องแสวงหาฐานอำนาจทางเศรษฐกิจและสร้างสายสัมพันธ์กับกลุ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ทั้งนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพยากรเพื่อใช้ในการอุปถัมภ์ทางการเมือง การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจจึงกลายเป็นกระบวนการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (Rent Seeking) ของชนชั้นปกครอง ภายใต้ระบบความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ดังที่พรรณาข้างต้นนี้

… การกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจกลายเป็นกระบวนการแบ่งปันผลประโยชน์เพื่อการอุปถัมภ์ทางการเมือง

… บรรดานโยบายซึ่งดูเหมือนจะเป็นประโยชน์แก่สังคมโดยรวมหรือต่อชนส่วนใหญ่ของประเทศ กลับกลายเป็นเครื่องมือในการจัดสรรทรัพยากรของแผ่นดินเพื่อประโยชน์ของชนชั้นปกครองเพียงกระหยิบมือเดียว” (2546, กระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในประเทศไทย, 2546 น.99-100.)

ดร. มานะ นิมิตรมงคล
15/10/60

Leave a comment

Filed under Uncategorized

งานวิจัยเพื่อเอาชนะคอร์รัปชัน

งานวิจัยเพื่อเอาชนะคอร์รัปชัน

22308837_870234796474602_7152549670341213551_n.jpg

ในฐานะเลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ผมได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดทำยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อการเอาชนะคอร์รัปชันสองฉบับในขณะนี้

ยุทธศาสตร์แรก คือ “ยุทธศาสตร์ชาติด้านการป้องกันปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ” ที่จัดทำโดยคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการต่อต้านคอร์รัปชัน เป็นยุทธศาสตร์ในแบบที่ทุกคนสามารถเข้าใจและนำไปปฏิบัติในทิศทางเดียวกันได้ สามารถเป็นเครื่องมือสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตามและประเมินให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติอย่างสอดคล้องไปตลอดระยะเวลา 20 ปีข้างหน้า โดยจะมีร่างยุทธศาสตร์ออกเผยแพร่ภายในปลายปีนี้

ยุทธศาสตร์ที่สอง คือ “ยุทธศาสตร์การวิจัยรายประเด็นด้านคอร์รัปชัน” ของ สนง. คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งถือว่าเป็นแนวคิดทางวิชาการที่ก้าวหน้ามากของบ้านเราและขณะนี้ใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว

งานวิจัยจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้เราเข้าใจรากเหง้าและพฤติกรรมของคอร์รัปชันได้ถ่องแท้กว่าปรากฎการณ์ที่เราเห็นหรือได้ยินได้ฟังมา ซึ่งจะทำให้สามารถหาทางแก้ไขปัญหาไปที่ต้นเหตุแท้จริงได้ งานวิชาการยังช่วยอธิบายประเด็นที่สับสน เช่น ความแตกต่างระหว่างสินน้ำใจกับสินบน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับการเอื้อประโยชน์พวกพ้อง อธิบายเงื่อนไขที่แตกต่างกัน เช่น ความแตกต่างในการคอร์รัปชันเชิงนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงพาณิชย์ฯ ประโยชน์สาธารณะกับคอร์รัปชันเชิงนโยบาย ประโยชน์ส่วนรวมกับประโยชน์ส่วนตน อธิบายกลไกที่ก่อให้เกิดคอร์รัปชัน เช่น การมีกฎหมาย กฎระเบียบที่ล้าสมัยและมากเกินจำเป็น ผู้มีอิทธิพลต่อการเกิดคอร์รัปชันในรัฐวิสากิจ เป็นต้น

หลายทศวรรษที่ผ่านมาคอร์รัปชันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างซับซ้อนตลอดเวลา งานวิจัยยังช่วยให้เราเข้าใจทิศทางของมันเพื่อหาทางป้องกันก่อนที่จะเกิดความเสียหาย และช่วยให้เราสามารถคัดเลือกมาตรการที่นานาชาติใช้ได้ผลดีและเหมาะกับประเทศไทย เหมาะกับสถานการณ์ ส่งผลกระทบในวงกว้างและให้ผลดีในระยะยาวมากที่สุด

งานวิจัยและบทความทางวิชาการเกี่ยวกับคอร์รัปชันมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นตามสถานการณ์ที่เลวร้ายลง แต่น่าเสียดายว่าผลงานส่วนใหญ่ไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ อาจเป็นเพราะคุณค่าของตัวผลงานที่ไม่ตรงความต้องการใช้งาน การสืบค้นหาผลงานทำได้ยาก ไม่มีหน่วยงานใดรวบรวมไว้ หลายผลงานไม่ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะทางอินเตอร์เน็ทด้วยเจตนาหรือความบกพร่องของหน่วยงานเจ้าของ หรือเพราะมีเนื้อหาที่อาจส่งผลในทางลบกับตัวผู้วิจัย

ปัจจุบันมีหน่วยงานผู้ให้ทุนวิจัยอยู่หลายแห่ง เช่น ป.ป.ช. สกว. รัฐสภา สภาพัฒน์ฯ มหาวิทยาลัยและองค์กรเอกชนบางแห่ง นอกจากนี้ยังมีผลงานประกอบการศึกษาระดับต่างๆ ที่น่าสนใจจำนวนหนึ่งด้วย

ดังนั้นยุทธศาสตร์การวิจัยฯ จึงมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้การใช้งบประมาณและบุคลากรด้านการวิจัยเกิดประโยชน์สุงสุดร่วมกัน มีการกำหนดประเด็นวิจัยต่างๆ ที่มีเนื้อหาต่อเนื่อง ครอบคลุมแต่ไม่เหวี่ยงแห ใช้วิธีการวิจัยและเทคโนโลยีอย่างหลากหลาย ที่สำคัญความรู้ที่เกิดขึ้นต้องตอบโจทย์ความต้องการใช้งานของผู้เกี่ยวข้องได้ เช่น การแก้ไขความล่าช้าในการเอาคนโกงมาลงโทษ รูปแบบคอร์รัปชันเชิงนโยบายในกระทรวงเกษตร คอร์รัปชันในอุตสาหกรรมก่อสร้าง รูปแบบคอร์รัปชันใน กทม. ความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อของกระทรวงกลาโหม การใช้ดุลยพินิจที่ก่อให้เกิดการทุจริตในกรมสรรพากร เป็นต้น

การที่เรามีหน่วยงานทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเก็บรวบรวม ประมวลความเปลี่ยนแปลงและศึกษาความต้องการของตลาด แล้วเผยแพร่ข้อมูลให้ผู้สนใจทราบความคืบหน้าเป็นระยะ ก็จะช่วยพัฒนาความต่อเนื่องของงานวิจัยด้านคอร์รัปชันได้เป็นอย่างดี ซึ่งโดยส่วนตัวผมไม่แน่ใจว่า ป.ป.ช. พร้อมที่จะทำหน้าที่นี้หรือไม่
—————————
ดร. มานะ นิมิตรมงคล
เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ

Leave a comment

Filed under Uncategorized

กฎหมายปราบโกง เอาผิดนิติบุคคลและผู้เกี่ยวข้อง

กฎหมายปราบโกงใหม่: เอาผิดนิติบุคคลและผู้เกี่ยวข้อง

22089867_868819083282840_5625989854929522008_n.jpg

กฎหมายใหม่ของ ป.ป.ช. มาตรา 123/5 เป็นมาตรการลงโทษทางอาญาที่รุนแรงกับนิติบุคคล กรรมการและผู้เกี่ยวข้องที่ไปติดสินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ใครก็ตามที่ทำมาหากินหรือต้องติดต่อกับหน่วยงานรัฐจะต้องรู้และวางมาตรการป้องกันที่เหมาะสมไว้ มิฉะนั้นอาจติดคุกหัวโตได้

มาตรการนี้ยึดหลักสากลที่ว่า เมื่อบุคคลไปติดต่อหรือค้าขายกับรัฐ ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นย่อมตกแก่นิติบุคคลที่เขาไปกระทำการแทน ตัวอย่างเช่น ผู้จัดการไปติดสินบนเพื่อให้ชนะการประมูลงานของรัฐอย่างไม่โปร่งใส กำไรและผลประโยชน์ที่ตามมาย่อมตกกับบริษัท รวมถึงผู้บริหารและผู้ถือหุ้นด้วย แต่ที่ผ่านมายังไม่มีกฎหมายที่ชัดเจนในการเอาผิดกับนิติบุคคล เหตุนี้จึงมีการบัญญัติเพิ่มเติมขึ้นในกฎหมายของ ป.ป.ช. ให้เอาผิดกับนิติบุคคลและผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล โดยมีโทษจำคุกและโทษปรับที่อาจสูงถึงสองเท่าของความเสียหายทั้งปวงที่เกิดขึ้นกับรัฐอันเป็นผลจากการกระทำนั้น

“ผู้กระทำผิด” ตามมาตรานี้หมายถึงบุคคลภายในหรือบุคคลนอกองค์กรก็ได้ ถ้าหากเป็น “บุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับนิติบุคคลและกระทำไปเพื่อประโยชน์ของนิติบุคคล” ดังนั้นจึงความผิดจึงครอบคลุมถึงการกระทำของบริษัทในเครือ ทนายความ ผู้รับทำบัญชีหรือนายหน้า ขณะที่ “ผู้รับสินบน” อาจหมายถึง เจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศและเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ โดยไม่ได้ระบุว่า “จำนวนสินบน” ต้องมากแค่ไหน ส่วน “วัตถุประสงค์ของการติดสินบน” หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ของนิติบุคคล เช่น เพื่อให้มีการอำนวยความสะดวก รวดเร็ว เช่นนี้ก็ผิดแล้ว

แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ในเรื่องคอร์รัปชัน สิ่งที่เรียกว่า “สินบน” นอกจากเงินทองแล้วยังหมายถึง “ผลประโยชน์” ที่อาจคิดคำนวนเป็นเงินได้และคิดคำนวนไม่ได้ เช่น การพาไปเที่ยวต่างประเทศ ช่วยฝากโรงเรียนหรือหางานให้ลูก การช่วยให้ได้เลื่อนตำแหน่ง เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ยุ่งยากและอันตรายมากสำหรับธุรกิจหากกระทำอะไรลงไป

ในความเป็นจริงแล้ว มาตรา 123/5 นี้มีเจตนาที่ดี ต้องการส่งเสริมให้เอกชนประกอบธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ โปร่งใส มีการพัฒนาศักยภาพของตนเองเพื่อแข่งขันทางการค้าอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งจะสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาวให้กับทุกคน ดังนั้นหากนิติบุคคลพิสูจน์ได้ว่า ตนตระหนักดีถึงปัญหาดังกล่าวและได้จัดให้มีมาตรการควบคุมที่เหมาะสมเพียงพอในการป้องกันการทุจริตอยู่ก่อนแล้ว เมื่อมีกรณีผิดพลาดทำนองเกิดนี้ขึ้นนิติบุคคลนั้นก็ไม่ต้องรับผิดหรือได้รับโทษต่ำ

ยังมีข้อดีที่เป็นผลพลอยได้จากการที่นิติบุคคลได้จัดทำมาตรการป้องกันการให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่เช่นว่านี้ไว้ ก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นได้อีก ได้แก่

ตามมาตรา 19 ของ พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฯ ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้ ได้กำหนดให้ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะเข้ายื่นเสนอราคาเพื่อขายสินค้าหรือบริการให้หน่วยงานของรัฐจะต้องจัดให้มีนโยบายและมาตรการขั้นต่ำในการป้องกันการทุจริตและมีแนวทางป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างที่เหมาะสมตามเงื่อนไขที่รัฐกำหนดด้วย ซึ่งมาตรการและนโยบายขั้นต่ำที่ว่านี้กำลังอยู่ระหว่างจัดทำ แต่เชื่อว่าคงไม่ต่างจากสิ่งที่พึงกระทำตาม ม. 123/5 ที่กล่าวมาแล้วมากนัก

ประโยชน์ประการต่อมา การที่บริษัทมีนโยบายและมาตรการที่ดีในการป้องกันการให้สินบน นอกจากเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมในแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันแล้ว ยังเกิดผลดีให้กับองค์กรเองจากการที่ได้วางระบบตรวจสอบภายในอย่างเข้มแข็งทำให้ทุกเรื่องให้ตรวจสอบได้ ส่งเสริมให้ทุกขั้นตอนการทำงานเป็นไปอย่างซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา ป้องกันมิให้เกิดโอกาสที่คนจะหลงผิดทุจริตได้ เกิดการรักษาระเบียบวินัยและสร้างวัฒนธรรมการทำงานอย่างรับผิดชอบให้เกิดขึ้น

ตัวอย่างการมีนโยบาย มีระบบควบคุมภายในและแนวปฏิบัติป้องกันการทุจริตที่ดีที่สุดในบ้านเราเวลานี้น่าจะเป็น การปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดของคณะกรรมการแนวร่วมปฏิบัติภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC) โดย สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)

ขณะนี้ ป.ป.ช. ได้จัดทำ “คู่มือแนวทางการกำหนดมาตรการควบคุมภายในที่เหมาะสม” ฉบับทางการ ให้ผู้สนใจดาวน์โหลดได้แล้วที่ https://www.nacc.go.th/download/article/article_20170926135334.pdf

 

ดร.มานะ นิมิตรมงคล

เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

6/10/60 (Edited Version)

Leave a comment

Filed under Uncategorized