Monthly Archives: July 2017

ยิ่งปิดกั้นสื่อ ยิ่งคอร์รัปชันมาก

ยิ่งปิดกั้นสื่อ ยิ่งคอร์รัปชันมาก

รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ (2501 – 2506) ถูกประเมินว่า “มีการโกงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของไทย” วัดจากเงินที่โกงไปแล้วคิดตามเปอร์เซ็นต์ของ จีดีพี ในปีนั้นๆ ซึ่งเทียบแล้วมากกว่ายุครัฐบาลพลเอกชาติชาย (2531 – 2534) ที่สื่อมวลชนมีเสรีภาพมาก ทำให้เรื่องอื้อฉาวของนักการเมืองและนายทุนพรรคถูกนำข้อมูลมาเปิดเผยสู่สาธารณะจำนวนมาก จนคนไทยได้รับรู้ถึงเหตุการณ์บุ๊ฟเฟต์คาบิเน็ทหรือรัฐบาลมือใครยาวสาวได้สาวเอา ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลยุคพรรคการเมืองเข้มแข็งที่การโกงถูกยกระดับให้กลายเป็นคอร์รัปชันเชิงนโยบายและทำให้ข้าราชการจำนวนมากต้องไปเข้าสังกัดภายใต้เครือข่ายอุปถัมภ์ของนักการเมือง

ศ.ดร. ผาสุก พงษ์ไพจิตร ให้ความเห็นต่อปรากฎการณ์นี้ว่า มีความแตกต่างประการสำคัญที่เห็นได้คือ ในยุคเผด็จการ สื่อขุดคุ้ยไม่ได้ประชาชนพูดไม่ได้ คือคนไม่รู้ถึงรู้ก็ทำอะไรไม่ได้ รัฐบาลยุคต่อๆ มาก็มักพยายามทำในทำนองเดียวกัน

พูดอย่างนี้จะเห็นว่าในยุคประชาธิปไตย ประชาชนเปิดหูเปิดตาได้มากกว่า เพราะสื่อมวลชนและเครื่องมือสื่อสารยุคใหม่ในมือประชาชนทำให้การตรวจสอบที่นำไปสู่การต่อต้านด้วยพลังประชาชนเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ การแก้ปัญหาคอร์รัปชันจึงกว้างขวางและทรงพลังกว่า

เมื่อสื่อมวลชนมีบทบาทในการตีแผ่ข้อมูลมากขึ้น ย่อมทำให้คนไทยได้รับรู้และเข้าใจพฤติกรรมที่คอร์รัปชันดีขึ้น แม้ผู้มีอำนาจจะพยายามแทรกแซงปิดกั้นกลไกควบคุมและระบบตรวจสอบของรัฐก็ตาม เห็นได้จากรายงานของสถาบันทีดีอาร์ไอ ที่ระบุว่า เกิดคดีคอร์รัปชันใหญ่ๆ ระหว่างปี พ.ศ. 2530 ถึง 2559 ที่ตกเป็นข่าวตามสื่อมวลชนไม่น้อยกว่า 110 คดี สร้างความเสียหายให้ประเทศรวมกันมากถึง 9.8 แสนล้านบาท

นี่ยังไม่นับรวมที่ปรากฎตามโซเชี่ยลมีเดียอย่าง “เพจหมาเฝ้าบ้าน” ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ที่มีการชี้เบาะแสเรื่องไม่ชอบมาพากลอีกหลายร้อยกรณีในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา

ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้กล่าวถึงผลการศึกษาของนักวิชาการจากต่างประเทศที่สอดคล้องกับประเด็นนี้ว่า “ถ้าลดเสรีภาพของประชาชน 1 ส่วน จะเพิ่มโอกาสในการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ 3 ส่วน” ดังนั้น ถ้าต้องการขจัดทุจริตที่ต้นเหตุจริงๆ ก็ต้องเลิกกฎหมายที่ไปจำกัดเสรีภาพของประชาชนโดยไม่จำเป็น

การสร้างระบบที่ทำให้ประชาชนและสื่อมวลชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้มีการตรวจสอบได้โดยเสรี จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่คนไทยต้องร่วมมือกันเพื่อมิให้มีการปิดกั้นพลังประชาชนในการต่อต้านคอร์รัปชัน

ดร. มานะ นิมิตรมงคล
เลขาธิการ
องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)
9/7/60

หมายเหตุ

1. คุณบรรยง พงษ์พานิช กรุณาส่งข้อมูลเพิ่มเติมมาว่า มูลค่า GDP. ใน สมัยสฤษดิ์ 2502 = 2.7 Billion US. $ น้าชาติ 2531= 61.7 Billion US. $ ทักษิณ 2544 = 173 billion US. $

2. มีงานวิจัยที่ยืนยันว่า ที่ผ่านมาความเสียหายของประเทศจากการคอร์รัปชันเพิ่มมากขึ้นมาโดยตลอด แม้คอร์รัปชันของคนบางกลุ่ม บางประเภทจะชะลอลงในบางช่วงเวลา

3. งบประมาณของแผ่นดินที่ถูกใช้ในการป้องกันปราบปรามคอร์รัปชันเพิ่มมากขึ้นทุกปี

4. ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักข่าวอิศราและสำนักข่าวไทยพับลิก้า

5. ขอบคุณภาพประกอบจาก media freedom

Advertisements

Leave a comment

Filed under Uncategorized

คนไทยซื้อบ้านแพง เพราะสินบน

คนไทยซื้อบ้านแพงเพราะเงินสินบน

ทุกวันนี้คนไทยต้องซื้อบ้านและคอนโดมิเนียมในราคาจะแพงเกินจริง เหตุเพราะผู้ประกอบการได้บวกต้นทุนเพิ่มขึ้นจากการที่เขาต้องจ่ายเงินสินบนให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อให้ออกใบอนุญาตอนุมัติต่างๆ

โดยประเมินว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ต้องจ่ายเงินประมาณ 1.5 – 2.7 หมื่นบาทต่อยูนิตก่อสร้าง ขณะที่รายเล็กต้องจ่ายประมาณ 2 – 5 หมื่นบาทต่อหลัง แต่หากเป็นกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงกฎหมายบางอย่างก็อาจต้องจ่ายมากถึงร้อยละ 10 ของต้นทุน เช่น บ้านราคา 3 ล้านบาทต้องจ่ายสารพัดเงินสินบนถึง 3 แสนบาท

แม้การก่อสร้างบ้านของตัวเอง คนส่วนใหญ่ก็ยังต้องจ่ายใต้โต๊ะประมาณ 1 – 3 หมื่นบาท โดยเจ้าของบ้านอาจจ่ายด้วยตนเองหรือจ่ายผ่านสถาปนิกผู้ออกแบบหรือผู้รับเหมาก่อสร้าง แต่ถ้าเป็นการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ เช่น อพาร์ทเม้นท์ โรงงาน อาคารสำนักงาน ร้านอาหาร ราคาจะสูงกว่านี้อีกมากตามแต่กรณีและพื้นที่

จากการสำรวจยังพบว่า จำนวนใบอนุญาตอนุมัติที่ผู้ประกอบธุรกิจบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมต้องจ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชาเป็นค่าหล่อลื่นเพื่อมิให้มีการกลั่นแกล้งหรือดึงเรื่องให้ชักช้านี้ แต่ละโครงการอาจต้องยื่นขอมากถึง 15 – 25 รายการ เช่น การออกหรือแยกโฉนด ใบอนุญาตจัดสรรฯ ใบอนุญาตก่อสร้าง ขอติดตั้งน้ำประปา – ไฟฟ้า ค่าจดโอนกรรมสิทธิ์ให้ลูกค้า ค่าทำถนนหรือสะพานเชื่อมทาง เป็นต้น

นอกจากนี้ในระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ยังต้องจ่ายเงินเบี้ยบ้ายรายทางให้กับเจ้าหน้าที่ที่มาเรียกเก็บเป็นรายเดือนโดยไม่มีใบเสร็จอีกจำนวนมาก โดยพบว่าโครงการขนาดใหญ่บางรายต้องจ่ายให้กับผู้มาเรียกเก็บมากถึง 32 รายการ

ข้ออ้างหรือข้อหาที่ใช้เรียกเงินไม่ว่าจะมีการทำผิดจริงหรือไม่ก็ตาม เช่น ส่งเสียงรบกวนผู้อื่น รถขนดินหกเรี่ยราด มีการใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ไม่ป้องกันฝุ่นละออง ค่าดูแลในพื้นที่ เป็นต้น

เรื่องเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของปัญหาสังคม “หลับตา – ใต้โต๊ะ – หล่อลื่น” ที่แก้ไม่ได้สักที ทั้งๆ ที่เรามี พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการฯ มาเกือบสองปีแล้ว องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ จึงได้จัดงานเสวนา “ใบอนุญาตก่อสร้าง: ความสะดวกที่ต้องจ่าย จริงหรือ?”

เพื่อเป็นเวทีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับรู้ ในวันพฤหัสบดีที่ 22 มิถุนายน ศกนี้ เวลา 9.00 – 12.00 น. ณ โรงแรมดุสิตธานี สีลม กทม.

ดร. มานะ นิมิตรมงคล

เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

18/6/60

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ปราบคอร์รัปชัน ทำให้เศรษฐกิจฝืดเคือง จริงหรือ?

7/6/60

เศรษฐกิจฝืดเคือง เพราะรัฐบาลปราบคอร์รัปชัน จริงหรือ

หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวว่า “นายกฯ ชี้ เศรษฐกิจฝืดเคือง เหตุเพราะรัฐบาลปราบคอร์รัปชัน” ทำให้มีคนตั้งคำถามว่า ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าคอร์รัปชันมีประโยชน์ เพราะทำให้คนมีเงิน ค้าขายคล่องตัว ช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศไหลเวียนและเฟื่องฟู ใช่หรือไม่?

ที่ผ่านมาสังคมบ้านเราเข้าลักษณะ “หลับตา – ใต้โต๊ะ – หล่อลื่น” คือ บ่อยครั้งที่คนทำผิดแต่เจ้าหน้าที่กลับปล่อยปละละเลยไม่จับกุมไม่ลงโทษ  มีการจ่ายใต้โต๊ะเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย มีการจ่ายสินบนแลกกับการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีคนเพียงไม่กี่คนที่ตักตวงทรัพยากรของส่วนรวมไปอย่างไม่เป็นธรรม นักธุรกิจบางรายค้าขายผิดกฎหมายทำให้เงินภาษีที่รัฐควรได้หายไปจากระบบ ขณะที่ความร่ำรวยตกไปอยู่ในมือของคนละโมบเพียงหยิบมือ ประเทศกลับพัฒนาอย่างไร้ทิศทาง สังคมไทยจึงเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำและความขัดแย้งเป็นปัญหาวิกฤติที่ยังแก้ไม่ตกในปัจจุบัน

ดังนั้นการปราบคอร์รัปชันอย่างเข้มงวดจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ผลกระทบที่ตามมาคือมันทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนจากธุรกิจสีเทาจำนวนมหาศาลที่เคยสะพัดอยู่ในตลาดกลับลดน้อยลง สภาพเช่นนี้อาจส่งผลให้การจับจ่ายใช้สอยในระบบเศรษฐกิจเกิดการชะงักงันได้ แต่ปัญหาเช่นนี้จะเป็นเพียงระยะสั้นและเกี่ยวพันกับคนเฉพาะกลุ่มหรือเฉพาะพื้นที่เท่านั้น ซึ่งบทเรียนจากประเทศที่มีปัญหาคอร์รัปชันรุนแรงทั่วโลกพบว่า การที่คอร์รัปชันเป็นปัญหาระดับชาติที่เกี่ยวข้องกับคนและเงินเป็นจำนวนมาก ดังนั้นแม้จะเกิดปัญหาในท้องถิ่นแต่ผลกระทบของมันสามารถขยายเป็นวงกว้างไปเป็นปัญหาระดับประเทศได้ แต่ในระยะยาวแล้วการปราบปรามคอร์รัปชันอย่างต่อเนื่องจริงจังจะทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศโลดแล่นและเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างทั่วถึง

เรายังพบอีกว่าการปราบปรามคอร์รัปชันที่เข้มงวด จะทำให้บางคนขาดผลประโยชน์จูงใจหรือกลัวที่จะถูกจับผิดลงโทษ จนทำให้พวกเขาเลือกที่จะหยุดหรือชะลอการทำใช้จ่ายงบประมาณ ถ่วงเวลาการจัดซื้อจัดจ้างและการอนุญาตอนุมัติตามอำนาจหน้าที่ของตนไปก่อน พฤติกรรมเช่นนี้มีส่วนสำคัญที่ทำให้ความพยายามเร่งรัดการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต้องเสียหายผิดพลาดไปด้วย

กรณีตัวอย่างที่คงพอจำกันได้ ในปี พ.ศ. 2558 เมื่อรัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐ (คตร.) ผลปรากฎว่าในปีนั้นหน่วยงานต่างๆ มีการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็นอย่างมาก โครงการขนาดใหญ่อย่างการขยายสุวรรณภูมิ เฟสสอง ก็เลื่อนออกไป หน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวนมากที่กลัวถูกตรวจสอบหรือมีความผิดต่างชะลอการใช้จ่ายไว้ บางคนที่เห็นว่าหากใช้งบประมาณช่วงนี้นอกจากเสี่ยงแล้วตนยังไม่ได้ประโยชน์อะไร สู้รอโอกาสไว้ดีกว่า หรือเมื่อเร็วๆ นี้ก็มีการล้มการประมูลโครงการรถไฟทางคู่ หลังจากซูเปอร์บอร์ดจัดซื้อจัดจ้างฯ ที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาพิจารณาแล้วเห็นว่าทีโออาร์ สำหรับประมูลโครงการขาดความเหมาะสม

ยังมีข้อมูลของกระทรวงการคลังที่แถลงออกมาระบุว่า ด้วยมาตรการป้องกันคอร์รัปชันใหม่ๆ ที่นำมาใช้ ทำให้หน่วยงานของรัฐสามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ถูกลงประมาณร้อยละยี่สิบเมื่อเทียบกับอดีตหรืองบประมาณที่ตั้งไว้ ซึ่งแปลว่าเงินส่วนเกินที่รัฐเคยสูญเสียไปให้ใครบางคนก็ลดลงด้วย

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจของไทยวันนี้จะอยู่ในเกณฑ์ดีหรือร้ายอย่างไรเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แนวโน้มระยะสั้นระยะยาวอย่างไร มีปัญหาหรือปัจจัยสนับสนุนอย่างไร เรื่องเหล่านี้ขออนุญาตให้เป็นหน้าที่ของผู้รู้เป็นผู้ให้ความเห็นครับ

 

ดร.มานะ นิมิตรมงคล

เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

7/6/60

Leave a comment

Filed under Uncategorized

คอร์รัปชันในระบบราชการ แก้ไขได้

‘โกงสอบใบขับขี่ จ่ายสองสามพันบาทยังพอหาได้’

การสอบใบขับขี่ยิ่งยากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้คนมักง่ายอยากใช้เงินซื้อและพร้อมจ่ายแพงขึ้นเพื่อแลกกับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่คุมสอบ ทั้งที่ทุกคนก็รู้ว่าการสอบใบขับขี่ที่เข้มงวดนั้นก็เพื่อสร้างหลักประกันความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนร่วมกันของทุกคน

ทุกวันนี้พวกหากินกับการสอบใบขับขี่และต่อทะเบียนรถยนต์ลดน้อยลงมาก ทำไม่ง่ายและไม่ประเจิดประเจ้อเหมือนในอดีตอีกแล้ว แต่หลายจังหวัดก็ยังมีการซื้อขายกันอยู่ในราคาสองถึงสามพันบาท ทำได้ทั้งใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลและใบขับขี่รถยนต์สาธารณะ

โดยคนจ่ายก็สบายใจได้ว่าจะได้ของจริงขณะที่เจ้าหน้าที่เองก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกเปิดโปง เพราะเป็นการติดต่อซื้อขายแบบเจอตัวระหว่างผู้ซื้อกับเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการแนะนำต่อกันมา ต่างจากการซื้อขายใน กทม. หรือเมืองใหญ่ ที่มักต้องผ่านนายหน้าทำให้ราคาแพงโดยไม่รู้ว่าจะได้ใบขับขี่ปลอมหรือไม่

สาเหตุที่เรื่องนี้โกงกินกันยากขึ้น ..

มีข้าราชการกรมการขนส่งทางบกกลุ่มหนึ่งได้อธิบายว่า

“สมัยที่ นายปิยะพันธ์ จัมปาสุต เป็นอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ท่านแก้ปัญหาซื้อขายใบขับขี่ได้ ผลดี ด้วยการจัดทีมล่อซื้อไปเล่นงานพวกข้าราชการขี้ฉ้อให้กลัวหัวหด

ในเวลาเดียวกันท่านและข้าราชการน้ำดีก็ช่วยกันพัฒนาระบบการบริการประชาชนหลายอย่าง ทั้งลดขั้นตอน ลดเอกสาร เอาคอมพิวเตอร์มาใช้ กำหนดระยะเวลาว่างานต้องเสร็จภายในกี่นาทีกี่ชั่วโมง ส่งผลให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว โปร่งใส ลดภาระของประชาชน ความสำเร็จนี้กลายเป็นแบบอย่างที่ได้รับการยกย่องชื่นชมมาถึงปัจจุบัน”

ผลที่ได้คือ เราสามารถทำลายการโกงเป็นขบวนการ โกงเป็นระบบหรือร่วมมือกันโกงให้หมดไปได้ ถึงแม้จะมีเหลืออยู่ก็เป็นเพียงพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ของเจ้าหน้าที่บางคนที่สร้างความเสียหายเดือดร้อนรำคาญใจบ้างเท่านั้น

เรื่องนี้ทำให้มีกำลังใจขึ้นมาว่า “เราสามารถเอาชนะคอร์รัปชันได้หรืออย่างน้อยก็ทำให้ลดน้อยลง” หากทุกคนตั้งใจและทำจริงเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ

ดร. มานะ นิมิตรมงคล

เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

27/5/60

Leave a comment

Filed under Uncategorized