Monthly Archives: January 2017

ตำรวจกับคอร์รัปชัน

ตำรวจ กับ คอร์รัปชัน

กรณีโกงสอบเข้าเป็นตำรวจ จับครูแพะ ตำรวจอุ้มฆ่าสาวทอมและนายพลรับเงินเดือนจากเอกชน ทำให้สังคมมีความกังขาว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรและตำรวจมีไว้ทำอะไร

16114804_725192657645484_3355262211510600905_n.jpg

รายงานของ กรรมาธิการฯ สปช.* ได้กล่าวถึงปัญหาของตำรวจไว้น่าสนใจ พอสรุปได้ดังนี้

วงการตำรวจไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีปัญหาคอร์รัปชันเกิดขึ้นตั้งแต่ระดับนายพลถึงนายสิบ ทั้งการเรียกรับสินบน การใช้อำนาจปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง เรียกรับส่วยจากผู้ใต้บังคับบัญชา รู้เห็นเป็นใจหรือช่วยเหลือสนับสนุนผู้ทำผิดกฎหมายและการวิ่งคดี ขณะที่นายตำรวจระดับสูงมีการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างหรือมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจนส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อการทำงานทั้งระบบ เช่น สร้างโรงพัก ซื้อรถจักรยานยนต์สายตรวจ เป็นต้น

ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ “พนักงานสอบสวน” ที่มีการทำงานแบบเอาตัวรอดและเรียกรับผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป่า บิด ดำ หรือ เคลียร์คดี มีผลประโยชน์ส่วนตัวและความอยุติธรรม ลำเอียง ผู้บังคับบัญชาสามารถแทรกแซงสั่งการคดีได้ตามอำเภอใจ เอื้อประโยชน์พวกพ้อง (ฝากคดี) และมักทำคดีเข้าข้างตำรวจด้วยกัน พฤติกรรมเหล่านี้ได้สร้างความเสียหายให้ทั้งพนักงานสอบสวน สำนักงานตำรวจแห่งชาติและประชาชนในวงกว้าง

โดยสรุป คอร์รัปชันได้บ่อนทำลายทัศนคติของตำรวจที่ควรยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรมให้บกพร่องไปและกลายเป็นปัญหาสำคัญในการบริหารจัดการ นอกจากนี้ การที่ตำรวจยังขาดความเป็นอิสระและมักถูกแทรกแซงทางการเมือง ทำให้ปัญหาที่หมักหมมมาตลอดนี้ขาดการแก้ไขอย่างจริงจัง เป็นเหตุให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นและไม่ไว้วางใจการปฏิบัติงานของตำรวจ ทั้งๆ ที่ การปฏิบัติงานของตำรวจเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรมและสมควรเป็นหลักประกันความเป็นธรรมให้แก่ประชาชน

จึงจำเป็นต้องเร่งให้มีการปฏิรูปตำรวจอย่างรอบด้าน เช่น วางแนวทางการแต่งตั้งโยกย้ายที่เหมาะสม วางกลไกตรวจสอบถ่วงดุลย์การใช้อำนาจโดยเฉพาะพนักงานสอบสวน สร้างความเป็นอิสระปราศจากการแทรกแซง พัฒนาระบบฐานข้อมูล เร่งถ่ายโอนภารกิจที่มิใช่ภารกิจหลักของตำรวจให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น จราจร ท่องเที่ยว เป็นต้น นอกจากนี้ควรมีการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารกิจการตำรวจตั้งแต่ระดับชาติลงไปและให้มีการประเมินความพึงพอใจของประชาชนในการปฏิบัติงานของตำรวจ เป็นต้น

ดร. มานะ นิมิตรมงคล
เลขาธิการ
องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

* กรรมาธิการการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สภาปฏิรูปแห่งชาติ วาระที่ 6 กิจการตำรวจ, 17/4/2558

Advertisements

Leave a comment

Filed under Uncategorized

เปิดปม “ผลประโยชน์” ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

เปิดปม “ผลประโยชน์” ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

1. คนและเงิน ของ อปท. ทั่วไทย

ก. มีจำนวนทั้งสิ้น 7,853 แห่ง ประกอบด้วย อบต. อบจ. เทศบาล กทม. และ เมืองพัทยา

ข. มีนักการเมืองท้องถิ่น 1.4 แสนคน มีเจ้าหน้าที่ประเภทต่างๆ 4.4 แสนคน เฉพาะ กทม. มี 9 หมื่นคน

ค. มีงบประมาณ 5.6 แสนล้านบาทต่อปี เมืองขนาดใหญ่มีงบประมาณมากๆ เช่น กทม. มี 7.8 หมื่นล้านบาท โคราช มี 2 หมื่นล้านบาท
ขณะที่ อบต.เล็กๆ อาจมีงบประมาณไม่ถึงสิบล้านบาท เป็นเงินที่มาจากการจัดเก็บเอง เงินส่วนแบ่ง งบอุดหนุนและงบจากหน่วยงานอื่นเพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆ

2. อำนาจและโอกาส
แยกเป็น 3 กลุ่มสำคัญ ดังนี้

ก. การจ้างงาน และ การจัดซื้อจัดจ้าง เช่น ทำถนน สะพาน ขุดบ่อน้ำ คูคลอง ทำสวนสาธารณะ สนามกีฬา การบรรจุแต่งตั้งโยกย้ายเจ้าหน้าที่ เช่น ผู้ดูแลเด็กเล็ก ครูผู้ช่วยสอน

ข. อำนาจในการพิจารณาอนุญาตอนุมัติ เช่น สร้างตึก สร้างโรงแรม การประกอบธุรกิจอุตสาหกรรม สถานบันเทิง อำนาจในการควบคุม/ตรวจสอบ อำนาจประเมินและจัดเก็บภาษี/ค่าธรรมเนียม/เงินบำรุง/ค่าปรับ บางประเภท

ค. อำนาจในการกำกับดูแลหรือดำเนินการเอง เช่น ปะปา บำบัดน้ำเสีย กำจัดขยะ ฌาปนสถาน โรงรับจำนำ โรงฆ่าสัตว์

3. ผลประโยชน์

เครือข่ายของนักการเมืองและระบบราชการที่ขาดความโปร่งใส ได้ปิดกั้นการมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่น ทำให้การตรวจสอบและเปิดโปงเป็นไปได้ยาก ขณะที่กลไกการตรวจสอบของรัฐก็ไปไม่ทั่วถึง ทำให้คนที่ตั้งใจเข้าไปทุจริตสามารถใช้โอกาสและอำนาจที่มีอยู่ไปเอื้อประโยชน์พวกพ้อง เรียกรับเงินใต้โต๊ะ ค่าน้ำร้อนน้ำชา แม้กระทั่งการนำของหลวงไปใช้ส่วนตัว

พฤติกรรมคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นบางครั้งพบว่ามีการเชื่อมโยงกับ อปท. อื่น เช่นการซื้อขายตำแหน่งและโยกย้ายเจ้าหน้าที่ข้ามพื้นที่ หรือมีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายด้วยการประสานของคนจากหน่วยราชการส่วนกลางหรือนักการเมืองรวมทั้งพ่อค้าด้วยก็มี

ในบางกรณียังพบว่า “ผู้นำท้องถิ่นที่ฉ้อฉล” ยังเรียกรับเงินจากนักธุรกิจเพื่อไปบิดเบือนการทำประชาพิจารณ์ในพื้นที่ของตนอีกด้วย

4. บทสรุป

ประเทศไทยจำเป็นต้องคง อปท. ไว้ต่อไป เพราะมีประโยชน์มาก และพวกขี้โกงทั้งที่ถูกจับได้และยังไม่ถูกจับนั้นมีเป็นส่วนน้อย แต่เราต้องช่วยกันคิดหาหนทางทำให้ “การเมืองโปร่งใส” โดยเร็วเพื่อให้การบริหารจัดการของคนท้องถิ่น เพื่อท้องถิ่นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพครับ

ดร. มานะ นิมิตรมงคล
เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

7/1/60

หมายเหตุ : สถิติตามข้อ 1 ข. และ ค. เป็นข้อมูลจากการรวบรวมของผู้เขียน มิใช่ข้อมูลทางการ

เรื่องเกี่ยวเนื่อง: วิ่งงบประมาณ: ใครผิด ใครโกง https://thaigoodgovernance.wordpress.com/…/%E0%B8%A7%E0%B8…/

Leave a comment

Filed under Uncategorized

คอร์รัปชันในการจัดซื้อจัดจ้าง ป้องกันได้ด้วยพลังประชาชนและผู้ประกอบการ

เอกสารบรรยาย ร่าง พรบ.jpg

คอร์รัปชันในการจัดซื้อจัดจ้าง ป้องกันได้ด้วยพลังประชาชนและผู้ประกอบการ”

ทุกวันนี้รัฐบาลได้ประกาศให้การต่อสู้กับคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติโดยดึงทั้งภาคประชาชน ภาคธุรกิจ นักวิชาการและสื่อมวลชนให้เข้ามามีส่วนร่วมคิดร่วมเสนอแนะ ทำให้เราได้เห็นมาตรการ กลไกและนโยบายต่างๆ เช่น การจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ การตรากฏหมายเพื่อสร้างความเข้มแข็งในการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชันออกมาหลายฉบับอย่าง พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการฯ การปรับปรุงกฎหมายเพิ่มอำนาจให้ ป.ป.ช. เพิ่มโทษคดีโกง เพิ่มการเอาผิดทั้งผู้ให้และผู้รับ การบรรจุหลักสูตร “โตไปไม่โกง” ในการเรียนการสอนระดับประถมศึกษาทั่วประเทศ เป็นต้น

การริเริ่มเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้ผลการสำรวจของสถาบันทางวิชาการและองค์กรทั้งระหว่างประเทศและในประเทศ ออกมาอย่างสอดคล้องกันว่าสถานการณ์คอร์รัปชันของไทยดีขึ้นในช่วงสองปีที่ผ่านมาและมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญนอกจากท่าทีเอาจริงและทุ่มเทของรัฐบาลตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว เรายังได้เห็นการรณรงค์หลายๆ รูปแบบเพื่อสร้างการความตื่นตัวและสร้างการมีส่วนร่วมลงไม้ลงมือแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคประชาชนและภาคธุรกิจอย่างกว้างขวางจริงจัง

หนึ่งในมาตรการสำคัญเพื่อแก้ปัญหาการสูญเสียเงินของแผ่นดินไปกับคอร์รัปชันจำนวนมหาศาลในแต่ละปี คือ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐฯ ที่ได้กำหนดให้มี“มาตรการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและผู้ประกอบการในการป้องกันการทุจริต” ผ่านการเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการตาม พ.ร.บ. นี้ ทั้ง 5 คณะและมีกลไกอื่นๆ ที่สร้างบทบาทหน้าที่ให้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ สมควรที่เราจะมาทำความเข้าใจเรื่องนี้ร่วมกัน

“มาตรการการมีส่วนร่วมของประชาชน” มีการนำมาใช้บ้างแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 คือ “ข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact)” และ “มาตรการสร้างความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (CoST)” เป็นมาตรการสร้างความโปร่งใส โดยการเข้ามีส่วนร่วมคิดร่วมตรวจสอบของประชาชนอย่างเป็นทางการ มีลักษณะเป็นมาตรการที่ บังคับให้เปิดเผย ด้วยรูปแบบ วิธีการและเปิดเผยมากเพียงพอตามมาตรฐานสากล โดยหวังว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ การเริ่มต้นของวัฒนธรรมในการดำเนินโครงการของภาครัฐอย่างโปร่งใส เกิดมาตรฐานการทำธุรกิจอย่างรับผิดชอบของภาคธุรกิจ เกิดค่านิยมใหม่จิตสำนึกใหม่ของประชาชนที่ใส่ใจในสมบัติของชาติและอนาคตของประเทศ โดยมีหลักการสำคัญพอสรุป ดังนี้

  1. ข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact : IP) คือ การตกลงร่วมกันระหว่างหน่วยงานของรัฐและผู้ต้องการเข้าร่วมการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการลงทุนต่างๆ ของรัฐ ว่าจะปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีการเรียกรับสินบนหรือประโยชน์อื่นใด รวมทั้งจะต้องเปิดเผยข้อมูลโครงการที่สำคัญในทุกกระบวนการให้โปร่งใสโดยยอมรับให้มีบุคคลที่สามที่มาจากภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างนั้นๆ ตั้งแต่เริ่มเขียนทีโออาร์ (TOR) จนสิ้นสุดโครงการ

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ข้อตกลงคุณธรรมและผู้สังเกตการณ์มิได้แทรกแซงให้เกิดความล่าช้าหรือเพิ่มต้นทุนในการดำเนินโครงการ แต่ก็ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะช่วยป้องกันหรือรับประกันว่าการดำเนินโครงการนั้นๆ จะปลอดจากคอร์รัปชันโดยสิ้นเชิง หากแต่เป็นการเริ่มต้นวัฒนธรรมการดำเนินโครงการของรัฐอย่างโปร่งใสและเปิดรับให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมคิดร่วมตรวจสอบ เป็นการสร้างความชอบธรรมและความเชื่อมั่นในการดำเนินโครงการเพื่อการพัฒนาประเทศของรัฐบาล

  1. มาตรการสร้างความโปร่งใสในการก่อสร้างขนาดใหญ่ของรัฐ (CoST) เป็นแนวทางปฏิบัติที่มุ่งสร้างความโปร่งใสด้วยการ “วางระบบให้มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างเหมาะสมและเพียงพอ” เกี่ยวกับโครงการก่อสร้างต่างๆ ของรัฐสู่สาธารณชนในทุกๆ ระยะสำคัญของการดำเนินงาน จัดเป็นมาตรการเชิงป้องกันที่จะสร้างพื้นที่เพื่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างรัฐ ผู้รับเหมาและประชาชนให้เกิดขึ้นอย่างเหมาะสมและชอบธรรมภายใต้กฎและกติกาที่ยอมรับร่วมกัน

ทั้งข้อตกลงคุณธรรมและคอสต์ ต้องการให้เกิดพันธะของทุกฝ่ายในการเปิดเผยข้อมูลเพื่อความโปร่งใสและความรับผิดชอบ โดยการมีส่วนร่วมตรวจสอบของภาคประชาชน ที่จะช่วยให้เงินลงทุนของรัฐเกิดความคุ้มค่ามากที่สุด โดยเชื่อว่าความโปร่งใสที่เกิดขึ้นจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาโครงการเป็นไปอย่างรอบคอบ ขณะที่กระบวนการตรวจสอบจากสาธารณชน หากสามารถตรวจพบความผิดปกติใดๆ ก็จะสามารถเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้องและนำไปสู่การแก้ไขปรับปรุงเพื่อพัฒนาโครงการต่างๆ ให้ดีขึ้น การเข้มงวดกวดขันจากทุกฝ่ายจะช่วยขัดเกลาโครงการตลอดจนหน่วยงานเจ้าของโครงการให้ดำเนินงานต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพและลดข้อผิดพลาดได้

สำหรับ “มาตรการความร่วมมือของผู้ประกอบการ” เป็นอีกแนวทางที่ต้องการให้คนไทยทุกคนต่อต้านคอร์รัปชันโดยเริ่มจากตัวเองก่อน ซึ่งใน ร่าง พ.ร.บ. จัดซื้อฯ ระบุว่า ผู้ประกอบการที่ต้องการขายสินค้าหรือบริการให้กับรัฐต้องจัดให้มีนโยบายและแนวทางในการป้องกันการทุจริตในองค์กรของตนอย่างเหมาะสม มีมาตรฐานขั้นต่ำตามที่รัฐกำหนด ซึ่งอาจเข้มงวดมากน้อยขึ้นอยู่กับประเภทและวงเงินที่จะมีการจัดซื้อฯ

แนวทางนี้ในภาคเอกชนมีทำกันอยู่แล้ว เช่น การรวมตัวเป็น “แนวร่วมปฏิบัติภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC)” ที่พัฒนามาแล้วกว่า 5 ปีในการสร้างมาตรฐานการกำกับดูแลธุรกิจที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคมและสนับสนุนการแก้ปัญหาคอร์รัปชันของประเทศ อีกตัวอย่างคือ หลักเกณฑ์การกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เรื่องนี้ยังสอดคล้องกับแนวทางตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 123/5 ที่เอาผิดผู้ประกอบการและนิติบุคคลที่ไปเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของรัฐในการทุจริต เว้นเสียแต่นิติบุคคลนั้นจะได้จัดให้มีนโยบายและมาตรการป้องกันมิให้เกิดการกระทำเช่นนั้นไว้เป็นอย่างดีแล้ว

เป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศว่า ความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเป็นแนวทางป้องกันคอร์รัปชันที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพมากที่สุด ดังนั้นจากนี้ไปเราต้องทำงานร่วมกัน วันนี้ใครทำอะไรได้ ขอให้ทำ อย่ารอช้า อย่าเกี่ยงให้เป็นหน้าที่ของคนอื่น  เราต้องการการมีส่วนร่วมคิดร่วมลงมือเพื่ออนาคตที่ดีของคนไทย ก่อนที่คอร์รัปชันจะทำลายสมบัติของชาติและอนาคตของลูกหลานไทยไปมากเกินแก้ไขได้

ดร. มานะ นิมิตรมงคล

เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

5 ธันวาคม 2559

ขอบคุณภาพประกอบจากกรมบัญชีกลาง

#จัดซื้อจัดจ้าง #คอร์รัปชัน #ข้อตกลงคุณธรรม #CoST #การมีส่วนร่วม

Leave a comment

Filed under Uncategorized

วิ่งงบประมาณ : ใครผิด ใครโกง

วิ่งงบประมาณ : ใครผิด ใครโกง

EyWwB5WU57MYnKOuhlriaw9KI7sqhQyPD19nDbxwp0ZXL23YUp33aH.jpg

ส่งท้ายปีเก่า 2559 ปลัดสำนักนายกฯ นายจิรชัย มูลทองโร่ย ได้แสดงความกล้าหาญในการออกมาพูดถึงปัญหาทุจริตในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อให้มีการแก้ไขโดยด่วน

ผมอยากให้มีใครออกมาบอกให้สังคมรู้ว่า ที่ผ่านมายังมีการทุจริตจำนวนมากที่ อปท. พัวพันกับข้าราชการในหน่วยงานจากส่วนกลางและนักการเมืองระดับประเทศด้วย

ตัวอย่างแรก คือ การ วิ่งงบประมาณหรือใช้ เงินแลกใบจัดสรรงบประมาณจากแหล่งเงิน เช่น จาก อบจ. จากจังหวัดและกลุ่มจังหวัด กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ เงินอุดหนุนเฉพาะกิจงบของกระทรวง ทบวงกรมต่างๆ เช่น กรมทางหลวง กรมชลประทาน เป็นต้น เพื่อไปดำเนินการตามโครงการที่เรียกว่า แผนที่เกินศักยภาพในบางยุคพฤติกรรมแบบนี้ยังรวมถึง เงินกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาล

แน่นอนว่า นี่คือการติดสินบน หรือใช้ เงินต่อเงินที่นักการเมืองท้องถิ่น ต้องจ่ายให้กับผู้มีอำนาจเพื่อให้มีการอนุมัติงบประมาณไปใช้ในท้องที่ของตน มี อปท. จำนวนส่วนน้อยที่ทำอย่างนี้ได้แต่เป็นขาประจำ โดยหลังๆ เขามักจ่ายกันเป็นของหรือทองคำแท่งแทนการจ่ายด้วยเงิน

เมื่อเริ่มต้นกันแบบนี้ จะมีสักกี่รายที่เหลืองบประมาณไปใช้พัฒนาท้องถิ่นกันเต็มเม็ดเต็มหน่วยกันละครับ

 

 

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:  เปิดปม “ผลประโยชน์” ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่ (อปท.)

https://thaigoodgovernance.wordpress.com/2017/01/09/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C-%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD/

Leave a comment

Filed under Uncategorized

รางวัลนำจับ : รัฐได้ไม่คุ้มเสีย

IMG_0628.JPG

บทความ “รางวัลนำจับ : รัฐได้ไม่คุ้มเสีย”

ทุกวันนี้มีการจ่าย “สินบนและเงินรางวัล” ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐจากการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในการจับกุมดำเนินคดีจำนวนมาก เช่นในปี 2559 สตช. จ่ายเงินรางวัลสำหรับคดียาเสพติดไปเป็นเงิน 286 ล้านบาท ขณะที่กรมศุลกากรก็จ่ายไปเฉลี่ยแล้วมากถึงปีละ 893 ล้านบาทในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา โดยพบว่าประเทศไทยมีกฎหมายที่ให้มีการจ่ายสินบนและเงินรางวัลเพิ่มขึ้นทุกปี จาก 125 ฉบับเมื่อปี 2547 มาเป็น 132 ฉบับในปี 2555 มีทั้ง ตำรวจ ศุลกากร ขนส่งทางบก ป่าไม้ และหน่วยปราบปรามยาเสพติด เป็นต้น โดยให้เหตุผลสำคัญว่า เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดปัญหาเจ้าหน้าที่รับสินบนจากผู้กระทำผิด

แต่จากการศึกษากลับพบว่า การจ่ายสินบนและเงินรางวัลเหล่านี้ ไม่ได้เกิดผลดีตามที่กล่าวอ้าง ตรงกันข้ามกลับสร้างผลเสียและกลายเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดการคอร์รัปชันมากกว่าเดิม กล่าวคือ

  1. ไม่ได้ช่วยให้คอร์รัปชันลดลง เพราะ “ฝ่ายผู้ให้” มักเลือกที่จะจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยากเสียเวลาหรือการถูกเปิดเผยเรื่องราวของตน รวมทั้งอาจถูกกลั่นแกล้งให้สถานการณ์เลวร้ายลงหรืออาจโดนบทลงโทษอื่นอีกหากตนต้องเข้าสู่ขั้นตอนของกฎหมายและการพิจารณาสั่งปรับ                                      ขณะที่ “ฝ่ายเจ้าหน้าที่” มักมองว่าสินบนและเงินรางวัลฯ เป็นของตายอย่างไรเสียตนก็ต้องได้ แต่หากเลือกรับสินบนนำจับก็จะมีกระบวนการในการเบิกจ่ายที่ยุ่งยากซับซ้อนและเกิดส่วนแบ่งตามอำนาจหน้าที่จนอาจทำให้ได้รับส่วนแบ่งน้อยกว่าหากเรียกรับเงินใต้โต๊ะเสียเอง หรือบางกรณีมีเรื่องของพวกพ้องหรือการช่วยเหลือเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จึงเกิดแรงจูงใจให้เกิดการต่อรองเพื่อเลือกรับระหว่างผลประโยชน์แบบถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมายที่ให้ประโยชน์แก่ตนมากกว่า
  1. มีการใช้อำนาจโดยมิชอบมากขึ้น การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจและผลประโยชน์จากการเลือกบังคับใช้กฎหมาย ทำให้บางครั้งเกิดการใช้อำนาจอย่างเกินเลย เพื่อให้ตนได้ผลประโยชน์ที่มากกว่าเร็วกว่า เช่น พฤติกรรม “ตีเมืองขึ้น” หรือ “ตีไก่” ที่เป็นการข่มขู่เรียกรับสินบนเพื่อแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดีไม่ว่าจะมีการกระทำผิดจริงหรือไม่ เข้าทำนองรังแกโดยการปรักปรำหรืออาศัยช่องว่างจากการที่ประเทศเรามีกฎหมายจำนวนมากหรือมีรายละเอียดเงื่อนไขซับซ้อน หรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขบ่อย โดยเจ้าหน้าที่อาจเลือกตีความหรือบังคับใช้กฎหมายในทางที่ตนได้เปรียบ
  2. เกิดพฤติกรรมบิดเบือนไปจากที่ควรกระทำตามหน้าที่ คือแทนที่จะทำตามภาระกิจของหน่วยงานและทำเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม กลับพบว่าเจ้าหน้าที่เลือกปฏิบัติงานหรือทำคดีเฉพาะที่มีโอกาสจะได้เงินรางวัลมากๆ และบ่อยครั้งที่ทำเกินกว่าเหตุเพื่อหวังเงินรางวัล หรือมีพฤติกรรมที่เรียกว่า “ขุดหลุมล่อ” แล้วไปดำเนินคดีในภายหลัง หลายกรณีจึงเข้าข่ายการมีผลประโยชน์ทับซ้อนที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
  3. สร้างความไม่เป็นธรรมในระบบการทํางานของราชการ จากการที่ข้าราชการกลุ่มหนึ่งที่ปฏิบัติหน้าที่ตามภาระปกติแต่กลับได้ผลตอบแทนมากกว่าข้าราชการอื่น หรือบางครั้งเจ้าหน้าที่ในหน่วย งานเดียวกันก็มีปัญหาการแบ่งปันเงินรางวัลอย่างไม่เป็นธรรมหรือผิดกฎหมายด้วย เช่น กรณีสมรู้ร่วมคิดกันให้พรรคพวกหรือญาติพี่น้องแอบอ้างเป็นผู้ชี้เบาะแสเพื่อรับเงินสินบนแม้จะไม่มีการแจ้งเบาะแสจริง

ดังนั้นหากจะคงแนวทางให้สินบนและเงินรางวัลนี้ต่อไป ควรมีการป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาดังกล่าวมาแล้ว เช่น

  1. เปิดโอกาสให้ “ผู้จ่ายใต้โต๊ะ” สามารถกล่าวหาเจ้าหน้าที่ผู้รับสินบน โดยได้รับการกันตัวไว้เป็นพยาน เพื่อทำลายความไว้วางใจระหว่างกันของบรรดาคนให้และคนรับจนทำให้การเจรจาเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น
  2. กำหนดเงื่อนไขให้ชัดเจนเป็นธรรมกับทุกฝ่าย การรับการจ่ายและจำนวนเงินอาจคิดเป็นสัดส่วนกับผลงานในคดีก็ได้แต่ต้องไม่จ่ายมากเกินไป ทางที่ดีควรให้ตามผลงานโดยรวมของหน่วยงานมากกว่าและต้องทำให้โปร่งใสโดยเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดต่อสาธารณะ
  3. ทำให้กติกาการจ่ายสินบนและเงินรางวัลเป็นที่รับรู้ทั่วไปมิใช่จำกัดอยู่แต่ในหมู่เจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตาให้รัฐในการให้เบาะแสข้อมูล การให้เงินสินบนแก่ประชาชนที่มากพอจะช่วยชดเชยการเสี่ยงภัยและค่าใช้จ่ายที่เขาลงไป เช่น การเดินทาง การสืบค้นข้อมูลและเวลาทำมาหากินที่เสียไป

คอร์รัปชันมักเกิดจากการสมยอมระหว่างผู้ให้และผู้รับ การลงโทษที่เบาเกินไปคนจะไม่เกรงกลัวแต่หากมีการลงโทษที่รุนแรงคนก็จะหาวิธีติดสินบนเพื่อให้พ้นผิด ดังนั้นการป้องกันด้วยมาตรการหนึ่งๆ ย่อมเสี่ยงที่จะถูกบิดเบือนหรือล้มเหลวได้ จำเป็นต้องใช้หลายๆ มาตรการร่วมกัน โดยเฉพาะการสร้างความโปร่งใส ทำให้มีการตรวจสอบโดยสาธารณชน แต่ “โดยสรุปแล้วการให้หรือรับสินบนไม่ว่าจะให้ใครหรือโดยใครก็ถือว่าไม่ถูกต้องทั้งสิ้น ดังนั้นทำไมเราไม่พัฒนาประเทศและสังคมของเราที่ทำให้ประชาชนมีความสำนึกในความถูกต้องและทำหน้าที่พลเมืองที่ดี ที่คอยปกป้องหรือรักษาผลประโยชน์ของสังคมโดยไม่เห็นแก่อามิสสินจ้างหรือเงินรางวัล” (เมธี ครองแก้ว, 2552)

ดร. มานะ นิมิตรมงคล

เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

3 มกราคม 2560

เอกสารประกอบ

ประธาน วัฒนวาณิชย์ รศ.ดร. และคณะ, สิงหาคม 2555 วิเคราะห์การจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลแก่แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติหน้าที่ สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

นายลอยลม ประเสริฐศรี, พฤษภาคม 2554 “บทบาทของรางวัลนำจับและการลงโทษต่อการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน: วิธีการทดลองทางเศรษฐศาสตร์” เศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์.

เมธี ครองแก้ว ศ., 22 พฤษภาคม 2552 “ว่าด้วยระเบียบเงินสินบนและรางวัล ของ ป.ป.ช.” นสพ.กรุงเทพธุรกิจ.

ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วย การจ่ายเงินสินบนรางวัลและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน พ.ศ. 2546.

2559 สตช. ใช้งบสำหรับเงินสินบนและรางวัลคดียาเสพติด 286 ล้านบาท http://www.isranews.org/thaireform-other-news/item/49748-isra04_61932.html

17 ปีที่ผ่านมา กรมศุลกากรจ่ายสินบนเงินรางวัลเฉลี่ยปีละ 893 ล้านบาท http://thaipublica.org/2016/02/custom-department-11/

กรณีอธิบดีกรมศุลฯ เป็นผู้ออกระเบียบการจัดสรรเงินสินบนและรางวัลให้กับตนเอง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับงานตรวจสอบและปราบปรามการหลีกเลี่ยงภาษี ถือว่าเข้าข่ายการมีผลประโยชน์ทับซ้อนจึงขัดกับหลักการของรัฐธรรมนูญ  http://thaipublica.org/2012/08/customs-department-1/

รายชื่อกฎหมายที่ให้หักสินบนเงินรางวัลได้ ตามเอกสารแนบท้ายประกาศกระทรวงการคลัง ลว. 11/2/2547 จำนวน 117 ฉบับ และ 6/9/47 อีก 8 ฉบับ รวม 225 ฉบับ http://lib.doe.go.th/ebookdoc/020400003415_3.pdf

Leave a comment

Filed under Uncategorized