Monthly Archives: March 2016

ระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทย

“กมธ. วิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการให้เป็นรูปธรรม” ของ สนช. ได้เชิญผม และ ดร. ต่อภัสสร์ ยมนาค มาร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาจากระบบอุปถัมภ์ฯ และแนวทางแก้ไข

S__14827562.jpg

เราจะแก้ปัญหาระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทยได้อย่างไร เป็นเรื่องที่ตอบให้ถูกใจกันยาก เพราะไปเกี่ยวข้องกับผู้คนทุกระดับทุกวงการ ทั้งราชการ สถาบันการศึกษา ธุรกิจและในหมู่ประชาชนไม่เว้นแม้กระทั่งพระสงฆ์ แต่ตราบใดที่ “สถาบันการเมืองและระบบราชการของเรายังอ่อนแอ” อยู่อย่างนี้ คนก็ต้องหันไปพึ่งเครือข่ายอุปถัมภ์ที่เขาเข้าถึงได้ โดยเป้าหมายที่แตกต่างของแต่ละคนอาจเป็นเรื่องของ “โอกาส” ในการเข้าถึง “ผลประโยชน์ อำนาจและความยุติธรรม” เหตุนี้จึงทำให้คนเชื่อกันว่า เป็นการง่ายและปลอดภัยกว่า ถ้าตนมีพวกพ้องหรือผู้ใหญ่ไว้คอยเกื้อกูล ความไว้วางใจและความเป็นพวกเดียวกันจึงสำคัญกว่าระบบ ความรู้ความสามารถและความเป็นธรรม

ระบบอุปถัมภ์เป็นความไม่เท่าเทียมกันในสังคม คนข้างล่างพร้อมเสนอ คนข้างบนก็พร้อมสนองเพื่อทำให้ฐานผู้สนับสนุนหรือบารมีของตนแน่นขึ้นหรืออย่างน้อยก็มีโอกาสทดแทนบุญคุณกันต่อไป

“การปฏิบัติสองมาตรฐาน” ถือเป็นรูปธรรมของสภาวะที่บังคับให้คนต้องดิ้นรนเข้าสู่เครือข่ายอุปถัมภ์ เพราะเรากฎหมายทีไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ไม่ชัดเจน ไม่คงเส้นคงวาและเปิดช่องให้ผู้มีอำนาจใช้ดุลยพินิจมากเกินไป

ความพยายามของ สนช. วันนี้คนไทยจึงต้องเรียนรู้และร่วมช่วยกัน แม้ว่าจะแก้ไขยากและต้องใช้เวลานานหน่อย แต่ก็ยังดีกว่าไม่ลงมือแก้ไขอะไรเลย

แล้วจะแก้ไขได้อย่างไร

คำตอบแรก คือ หากเชื่อว่าพฤติกรรมนี้เรื่องทางสังคม ก็ต้องแก้โดยกระบวนการทางสังคมเป็นหลักก่อน เช่น  อินโดนีเซีย เอาประเด็นวัฒนธรรม ความดีงาม การดำรงตนแบบวิถีคนอิสลาม มาใช้เป็นแบบแผนของการรณรงค์ต้อต้านคอร์รัปชัน ผู้นำจีน เรียกร้องไม่ให้มีการตอบแทนบุญคุณกันด้วยเรื่องของแผ่นดิน ฮ่องกง สร้างการมีส่วนร่วมจากชุมชนและสาธารณชน สิงคโปร์ เรียกร้องให้ประชาชนมองผลประโยชน์ชาติและอุดมการณ์ของการสร้างชาติเป็นเรื่องสำคัญกว่าเชื้อชาติและวงศ์ตระกูล หรือบางที่ก็ต้องมีกฎหมายไปบังคับ เช่น เกาหลีใต้ ออกกฎหมายห้ามข้าราชการเกษียณไปดำรงตำแหน่งทึ่ปรึกษากิจการเอกชน 2  หรือ 3 ปี

คำตอบที่สอง ที่เราต้องเข้าใจคือ ไม่มีสูตรสำเร็จใดๆ ที่จะยกมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันหรือระบบอุปภัมถ์ได้ แต่ต้องมีการออกแบบวางกลไกที่แตกต่างกันไปตามปัจจัยของปัญหาในมิติต่างๆ เช่น

  1. มิติของวัฒนธรรม ทัศนคติความเชื่อของผู้คน ก็ต้องออกแบบการรณรงค์และให้การศึกษากับประชาชน
  2. มิติของอำนาจ ดุลยพินิจและความไม่ชัดเจนในกติกาของสังคม ต้องแก้ไขการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียม เป็นธรรมและทั่วถึง รวมถึงสร้างการมีส่วนร่วมให้ประชาชนช่วยเฝ้าจับตาตรวจสอบและส่งเสียง และต้องรวมถึงการปฏิรูปองค์กรอำนวยการทางยุติธรรม ตั้งแต่ต้นน้ำคือตำรวจ ยันปลายน้ำคือกรมราชทัณฑ์
  3. มิติที่เกี่ยวข้องกับ “โอกาส” ก็จำเป็นต้องไปแก้ไขกฎหมายหรือระบบที่สร้างโอกาสให้ผู้มีอำนาจและการมีกลไกควบคุมตรวจสอบ ถ่วงดุลการใช้อำนาจ เช่น การใช้ดุลยพินิจ การออกใบอนุญาตหรือการควบคุมตรวจสอบที่เกินจำเป็นหรือล้าสมัย เป็นต้น
  4. มิติสุดท้าย คือ ระบบอุปถัมภ์ ไปเกี่ยวข้องกับอำนาจ การเมือง และประชาธิปไตย ….ก็ออกแบบไปอีกเรื่องหนึ่ง

เมื่อขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ แล้ว ควรมีการสำรวจประเมิน (Index) ความคืบหน้า ให้เป็นเกณฑ์ติดตามประเมินผลสำเร็จและนำไปสู่ปรับแก้แนวทางกันต่อไป

 

โดยสรุป การแก้พฤติกรรมโดยอาศัยการรณรงค์และให้การศึกษาเป็นเรื่องจำเป็น แต่ก็ต้องมีกลไกปฏิบัติที่ดีควบคู่ไปด้วย แต่จะดีมากถ้าเรามีผู้นำที่มุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี

 

ข้อมูลนำเสนอต่อ สนช. ยังมีมากกว่านี้อีกมาก ผมขอขอบคุณข้อมูลสนับสนุนจาก “Expert Team” เพื่อนร่วมอุดมการณ์ทุกท่านที่มิได้ออกนามในที่นี้

Advertisements

Leave a comment

Filed under Uncategorized