ราคากลาง ในการจัดซื้อจัดจ้าง

จะเกิดอะไร ถ้าตั้งราคากลางไว้ต่ำมากๆ ในการจัดซื้อรถเมล์ NGV.

การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐจะมีการตั้งราคากลาง โดยหน่วยงานที่จัดซื้อฯ ต้องทำการบ้านศึกษาหาข้อมูลว่าสินค้าและบริการอย่างนั้น ตลาดที่เขาซื้อขายกันราคาเท่าใด การส่งมอบและเงื่อนไขหลังการขายเป็นอย่างไร ถ้าซื้อจำนวนมากจะถูกลงอีกไหม เป็นต้น

ในบางกรณีก็ต้องอาศัยวิธีการคำนวนเพื่อกำหนดราคากลาง เช่น งานก่อสร้าง งานซื้อรถยนต์หรือสินค้าสั่งทำพิเศษ และในทางปฏิบัติยังอาจใช้ราคาที่เคยซื้อครั้งก่อนๆ มาเป็นราคากลางก็ได้

ราคากลางต้องเป็นราคาที่เหมาะสมเป็นธรรมแก่ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย คือเมื่อประกาศจะซื้อแล้วควรมีคนสนใจจะขายหลายรายเข้ามาร่วมแข่งขันเปรียบเทียบ การตั้งราคากลางนี้หากตั้งสูงเกินไปรัฐก็เสียเปรียบ ต่ำไปก็อาจซื้อไม่ได้หรือไม่ได้ของตามสเปคที่ต้องการ แย่กว่านั้นอาจเจอกรณีทุจริตเอาของไม่ดีหรือของมีปัญหามาขายให้หลวงก็เป็นได้

การซื้อของที่ต้องการไม่ได้นอกจากงานของหน่วยงานจะไม่เดินแล้วยังต้องเสียเวลาเสียงบประมาณมาเริ่มต้นกันใหม่

การจัดซื้อรถเมล์ NGV ของ ขสมก. อยู่ในโครงการ “ข้อตกลงคุณธรรม” ได้ใช้วิธีการคำนวนราคากลางประกอบกับการสืบราคาที่เอกชนและหน่วยราชการอื่นซื้อขายและนำเข้าจากต่างประเทศมาเปรียบเทียบ จนได้ราคาที่เหมาะสมเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคากลางเดิมที่ ขสมก. เคยตั้งไว้อย่างมาก และในการประมูลที่ผ่านมาก็มีการแข่งขันราคาอย่างเข้มข้น ถึงแม้สุดท้ายผู้ชนะการประมูลยังส่งมอบรถไม่ได้เนื่องจากมีปัญหากับกรมศุลกากรเรื่องการแจ้งแหล่งผลิตและการเสียภาษีนำเข้าไม่ถูกต้อง

ดังนั้น หากจะถือเอาราคาที่ “ชนะการประมูลครั้งก่อน” มาเป็นราคากลางในการประมูลครั้งใหม่ พ่อค้าที่มีรถยนต์ “ต้นทุนถูกเป็นพิเศษ” อยู่ในมือย่อมเป็นผู้ได้เปรียบ และเป็นไปได้ที่จะไม่มีใครมาแข่งขันด้วยจริงจังจนต้องจัดประมูลกันใหม่อีก

แต่ถ้ายึดเอา “ราคากลางเดิม” ที่ยอมรับกันว่ากำหนดขึ้นด้วยกระบวนการที่เปิดเผยและรอบคอบดีแล้ว ก็เชื่อว่าเป็นราคาที่ผู้ประกอบการรายอื่นจะสามารถเข้าแข่งขันได้ และถ้าสภาพการแข่งขันเป็นไปอย่างสมบูรณ์ก็ยังเป็นไปได้ที่ราคาประมูลจะลดลงมาจนใกล้เคียงหรือต่ำกว่าราคาที่ชนะการประมูลครั้งก่อน

ดังนั้นแล้วการตั้งราคากลางแบบไหนจะเหมาะสมกว่ากันครับ

 

ดร. มานะ นิมิตรมงคล

เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ

อ่านเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่ : http://bit.ly/2wnUEr4

#ACTองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน

Follow LINE: https://goo.gl/uT7yjS

Follow Facebook: https://goo.gl/HXgWVU

Follow IG : https://goo.gl/aARAzS

WebSite : http://www.anticorruption.in.th

Advertisements

Leave a comment

Filed under Uncategorized

งานวิจัยถูกเก็บขึ้นหิ้ง..เพราะ?

งานวิจัยถูกเก็บขึ้นหิ้ง..เพราะ?

ผมได้อ่านรายงานการวิจัยประเด็นคอร์รัปชันของนักวิชาการไทยหลายฉบับ ที่เป็นการศึกษาแบบ “แยกประเภทองค์กร” ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Local Government) องค์กรสาธารณะนอกระบบราชการ (Autonomous Public Organization) องค์กรเอกชนกึ่งสาธารณะ (Quasi -Governmental Organization) องค์กรภาครัฐที่มุ่งเน้นการดำเนินการในเชิงธุรกิจ (Business – Oriental Public Entities) รัฐวิสาหกิจ (State – Owned Enterprise) ภาคราชการ (Public service)

งานเกือบทั้งหมดที่กล่าวมา มีเนื้อหาที่เน้นทำความเข้าใจว่า องค์กรและคอร์รัปชันในองค์กรเหล่านั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร แต่ยังขาดเนื้อหาที่ชี้ว่าในองค์กรนั้น “มีรูปแบบหรือพฤติกรรมคอร์รัปชันอย่างไร” มี “ปัจจัยอะไร” ที่ส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมเช่นนั้น พวกเขาหาผลประโยชน์โดยมิชอบได้มากแค่ไหน ใครคือคนที่มีโอกาสโกงและใครหรืออะไรที่จะช่วยป้องกันการโกงได้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่จะนำไปสู่การกำหนดวิธีการและมาตรการที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน

บางทีต่อไปผู้วิจัยหรือ “ผู้ให้ทุนวิจัย” ต้องกำหนดหัวข้อการวิจัยให้มีพื้นที่และประเด็นแคบลงกว่านี้ เพื่อให้มีการศึกษาเจาะลึกสามารถนำข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติมากขึ้น

คุณกานต์ ตระกูลฮุน กก. สภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวไว้ว่า งานวิจัยในบ้านเราที่นำมาใช้ประโยชน์ได้คงมีราว 5 % เท่านั้น

สำหรับงานวิจัยด้านคอร์รัปชันและธรรมาภิบาลที่ผมติดตามศึกษาอยู่อาจต่างออกไป เพราะปัจจุบันงานด้านนี้ยังมีน้อยมากเรียกว่าอยู่ในระยะเริ่มต้นก็ได้ ทำให้งานส่วนใหญ่จำกัดอยู่ที่การทำความเข้าใจกับปัญหาและผลกระทบรวมถึงการสำรวจประสบกรณ์ความคิดเห็นประชาชนเป็นส่วนใหญ่

ผลการศึกษาหรือข้อมูลที่ค้นพบก็มักเขียนแบบอ้อมๆ ให้ตีความ ไม่ชี้ชัด อาจเป็นเพราะเกรงใจใครหรือเพราะกฎหมายไม่คุ้มครองงานวิชาการ

แต่ปัญหาใหญ่ที่ทำให้งานเหล่านี้ “ถูกเก็บขึ้นหิ้ง” ไม่ถูกนำมาใช้งานหรือศึกษาต่อยอด น่าจะเป็นเพราะงานเหล่านี้สืบค้นได้ยาก ผลงานไม่เป็นที่รู้จักและถูกเก็บไว้กระจัดกระจายตามห้องสมุดต่างๆ

เพื่อแก้ปัญหานี้ เคยมีนักวิชาการกลุ่มหนึ่งพยายามรวบรวมผลงานจากแหล่งต่างๆ มาเก็บในแบบดิจิตอลที่ทุกคนสามารถเข้ามาสืบค้นและดึงไปใช้งานได้ง่ายๆ ทางอินเตอร์เน็ท แต่สุดท้ายโครงการต้องล้มไปเพราะหน่วยราชการที่เป็นเจ้าของผลงานไม่อนุญาต

 

ดร. มานะ นิมิตรมงคล

เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

4/8/60

Leave a comment

Filed under Uncategorized

คนไทยพร้อมสู้คอร์รัปชัน

“คนไทยพร้อมกำจัดคอร์รัปชัน”

องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (TI) เปิดเผยรายงาน “สถานการณ์คอร์รัปชันโลก 2017” (Global Corruption Barometer 2017: GCB) ซึ่งเป็นข้อมูลการสำรวจความเห็นและประสบการณ์ของประชาชนในประเทศภูมิภาคเอเซียแปซิฟิค โดยมีข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทย ดังนี้

1.คนไทยร้อยละ 41 กล่าวว่า ในการติดต่อราชการยังต้องติดสินบน (Bribe) อยู่ ซึ่งสะท้อนว่าคอร์รัปชันในระบบราชการยังเป็นปัญหาวิกฤติของประเทศที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนอย่างทั่วถึง
2.คนไทยเพียงร้อยละ 14 เชื่อว่า “ในปีที่ผ่านมามีคอร์รัปชันเพิ่มขึ้น” ทำให้เห็นว่าไทยมีสถานการณ์คอร์รัปชันดีที่สุดในเอเซียแปซิฟิค ดีกว่าทุกประเทศที่สำรวจรวมถึง ญี่ปุ่น (26) ฮ่องกง (48) เกาหลี (50) มาเลเซีย (59) และ อินโดนีเซีย (65) ที่ประชาชนมองว่าประเทศของตนมีการคอร์รัปชันเพิ่มมากขึ้นสูงกว่าไทย
3.คนไทยมากถึงร้อยละ 72 เชื่อว่า “ประชาชนสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อเอาชนะคอร์รัปชันได้” จัดได้ว่าคนไทยมีทัศนคติที่มีความหวังและเชื่อมั่นพลังประชาชนในระดับสูง
4.คนไทยร้อยละ 72 มองรัฐบาลในทางบวก คือ เห็นว่ารัฐบาลทำได้ดีแล้วเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชัน
5.จากการสำรวจครั้งนี้พบว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ประชาชนเห็นพ้องกับการดำเนินงานต่อต้านคอร์รัปชันของรัฐบาลมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
6.ประเทศไทยเป็นประเทศที่ทั้งคนรวยและคนจนต่างก็จ่ายสินบน แต่คนจนต้องจ่ายหรือรับภาระมากกว่า เพราะไม่มีทางเลือก ไม่มีอำนาจต่อรอง และไม่มีพวกพ้องที่จะคอยช่วยเหลือ
7.“ตำรวจ” เป็นหน่วยงานที่คอร์รัปชันมากที่สุด รองลงมาคือ โรงเรียนของรัฐ
ข้อมูลดังกล่าวทำให้ประเมินได้ว่า ในสายตาและประสบการณ์ของคนไทย “สถานการณ์คอร์รัปชันแม้ยังเลวร้ายอยู่ แต่มีแนวโน้มดีขึ้น” จากปัจจัยสำคัญ คือ วันนี้ประชาชนรับรู้ เข้าใจและตื่นตัวพร้อมที่จะแสดงความเป็นเจ้าของประเทศอย่างมีส่วนร่วม (Active Citizen) ขณะเดียวกันยังมีผลจากร่วมมือของทุกภาคส่วน กอปรกับ รัฐบาลมีความก้าวหน้าในการผลักดันมาตรการที่จริงจังในการป้องกันปราบปราม ที่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนมากขึ้น
GCB จัดทำครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2546 โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (TI) เป็นการสำรวจเกี่ยวกับคอร์รัปชันด้วยการไปพูดคุยแบบตัวต่อตัว เพื่อเก็บข้อมูลจากประสบการณ์ของประชาชนในประเทศนั้นๆ เอง ซึ่งวิธีการเช่นนี้ ศ.ดร. ผาสุก พงษ์ไพจิตร เห็นว่า ทำให้ข้อมูลที่ได้มีความหลากหลายและครอบคลุมมากกว่า “ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI)” ที่องค์กรนี้เป็นผู้จัดทำเช่นกัน

ดร. มานะ นิมิตรมงคล
เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)
2/8/60

#GlobalCorruptionBarometer #TI #ActiveCitizen

Leave a comment

Filed under Uncategorized

รวยหรือก็ต้องจ่ายสินบน

“ทุกวันนี้ถึงเป็นคนรวยก็มีเรื่องต้องจ่ายสินบน เพียงแต่คนจนต้องจ่ายมากกว่า เพราะเขาไม่มีทางเลือก อำนาจอิทธิพลหรือพวกพ้องอะไรก็ไม่มี”

ข้อมูลจาก Global Corruption Barometer บอกอะไรบางอย่างที่น่าสนใจมาก ในภาพแถวบน เป็นประเทศที่ “คนจนต้องจ่ายสินบนมากกว่าคนรวย” รวมทั้งประเทศไทย

ส่วนแถวล่างเป็นประเทศที่ “คนรวยจ่ายสินบนมากกว่าคนจน” โดยมีคำอธิบายว่า

เป็นเพราะคนรวยเหล่านี้มีฐานะดีพอที่จะจ่ายเพื่อให้ตนได้บริการที่ดีกว่ารวดเร็วกว่า

แต่อะไรคือปัญหาหรือความแตกต่างระหว่างประเทศสองกลุ่มนี้ ทัศนคติของข้าราชการและผู้คนในสังคมทั้งรวยและจน ระบบราชการที่ขาดความโปร่งใสไร้การตรวจสอบ กฎหมายและการบังคับใช้ที่ไม่เป็นธรรม สาธารณูปโภคและการบริการของรัฐมีไม่เพียงพอ การแย่งชิงผลประโยชน์จากรัฐอย่างไม่เป็นธรรม

ผมสนใจกรณีไต้หวันครับ เพราะประชาชนเดือดร้อนน้อย ขณะที่คนรวยจำนวนมากกว่าที่ต้องจ่าย ซึ่งเหตุผลคงเป็นไปตามที่เขาอธิบายไว้ ไม่รู้ว่าจะเอาเป็นตัวอย่างเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมในประเทศอื่นได้หรือไม่

ดร. มานะ นิมิตรมงคล

27/7/60

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ประเทศไทยมีกฎหมายมากแค่ไหน

ประเทศไทยมีกฎหมายมากแค่ไหน

ตลอด 3 ปีของ คสช. และ สนช. มีการออกฎหมายใหม่มากถึง 320 ฉบับ หรือคิดเป็นร้อยละ 42 ของกฎหมาย 754 ฉบับที่ประกาศใช้อยู่แล้วตลอดร้อยกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้ปัจจุบันเรามีกฎหมายระดับ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ทั้งสิ้น 1,074 ฉบับ แยกเป็น พระราชบัญญัติ 992 ฉบับ พระราชกำหนด 18 ฉบับ และ ประกาศ คสช. 64 ฉบับ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

1. กฎหมายระดับ พ.ร.บ. ที่บัญญัติขึ้นในช่วงเวลาต่างๆ แบ่งได้ดังนี้

1.1 ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน โดยกฎหมายเหล่านี้อาจอยู่ในรูปแบบต่างกัน เช่น พ.ร.บ. กฎมนเฑียรบาล พระบรมราชโองการ เป็นต้น

1.2 มีงานวิจัยที่พบว่า ตั้งแต่สมัย ร.5 (ร.ศ. 128 หรือ พ.ศ. 2452) จนถึง ปี พ.ศ. 2551 มี พ.ร.บ. ที่ บังคับใช้อยู่ 626 ฉบับ แม้ต่อมาจะมีการแก้ไขและยกเลิกไปหลายฉบับก็ตาม โดยในงานวิจัยนี้ไม่ปรากฎข้อมูลเกี่ยวกับ พ.ร.ก. และประกาศหรือคำสั่งคณะปฏิวัติใดๆ (ชาติ ชัยเดชสุริยะ, มิ.ย.2552, บทคัดย่อกฎหมายไทย จาก พระราชบัญญัติ 626 ฉบับ, สนพ.วิภาษา.)

1.3 จากเว๊ปไซต์ของ สนง. กฤษฎีกา ระบุว่าระหว่าง ปี พ.ศ. 2552 – 2556 มีการตรา พ.ร.บ. 118 ฉบับ และ พ.ร.ก. 10 ฉบับ ดังนั้นเมื่อรวมกับที่มีอยู่ก่อนตามข้อ 1.2 ทำให้มีกฎหมายระดับ พ.ร.บ. รวมเป็น 754 ฉบับ

1.4 พ.ศ. 2557 ตั้งแต่มี คสช. และ สนช. จนถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2560 มีการตรากฎหมายเป็น พ.ร.บ. 248 ฉบับ พ.ร.ก. 8 ฉบับ และ ประกาศ คสช. 64 ฉบับ รวมเป็น 320 ฉบับ

2. ความพยายามในการปฏิรูป แก้ไข ยกเลิก ปรับปรุงกฎหมายที่ผ่านมา เพื่อลดภาระของประชาชนและลดคอร์รัปชันจากการใช้อำนาจใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่

2.1 มีการออก พ.ร.ฎ. การทบทวนความเหมาะสมของกฎหมาย พ.ศ. 2558 (ส.ค.58) เพื่อให้มีการทบทวน แก้ไขหรือยกเลิก บทบัญญัติของกฎหมายให้มีความเหมาะสม เป็นธรรม ไม่เป็นภาระแก่ประชาชนเกินสมควรสอดคล้องกับการดําเนินชีวิตตามกาลสมัยและวิวัฒนาการของเทคโนโลยี่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

2.2คณะกรรมการโครงการประชารัฐ ตั้งคณะทำงานโครงการ Regulatory Guillotine ร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อศึกษาเสนอแนะการตัดลด แก้ไข กฎหมายที่ล้าสมัยหรือหมดความจำเป็น

2.3 ตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อการกำกับการปฏิรูปกฎหมาย (พ.ค. 2560) เพื่อปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมาย กฎ ระเบียบหรือข้อบังคับที่หมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพที่สร้างภาระแก่ประชาชน และปรับปรุงกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์และการปฏิรูปประเทศ รวมถึงการเสนอกฎหมายหรือข้อบังคับที่ต้องจัดทำขึ้นใหม่ ในครั้งนี้โครงการ Regulatory Guillotine ได้รับการสานต่อสำหรับกฎหมายที่เกี่ยวกับธุรกิจการค้าการลงทุน

3. หมายเหตุ 

3.1 จากจำนวน พ.ร.บ.ทั้งหมดที่มีอยู่ ทำให้มีการประเมินว่าประเทศไทยน่าจะมีกฎหมายลูก เช่น กฎกระทรวง ประกาศ คำสั่ง มากกว่า 2 หมื่นฉบับ และเมื่อนับรวมกฎหมาย กฎระเบียบ คำสั่งจนถึงเทศบัญญัติทุกระดับ จะทำให้เรามีกฎหมายกฎระเบียบมากกว่า 1 แสนฉบับ

3.2 สนช. มี ร่าง พ.ร.บ. ค้างอยู่ในขั้นตอนต่างๆ 48 ฉบับ และจะมีกฎหมายที่ออกตามรัฐธรรมนูญอีกประมาณ 60 ฉบับ นอกจากนี้ยังมีกฎหมายที่อยู่ “ระหว่างการศึกษา” ของหน่วยงานต่างๆ อีก 202 ฉบับที่ยังไม่ได้เสนอต่อ สนช.

3.3 เดิม พระราชกำหนด ที่ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติแล้ว จะเปลี่ยนชื่อเรียกเป็นพระราชบัญญัติ แต่ภายหลังมิได้ทำเช่นนั้นคือยังคงเรียกเป็นพระราชกำหนดดังเดิม และปัจจุบันยังมีการเรียก “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ” (พ.ร.ป.) เพิ่มขึ้นมาอีก

3.4 มีข้อสังเกตุว่า อาจยังมี พ.ร.บ. จำนวนหนึ่งที่มิได้ถูกยกเลิก แต่ไม่เป็นที่นิยมนำมาบังคับใช้จึงไม่ถูกบันทึกข้อมูลไว้ และมีบางกรณีที่ออก พ.ร.บ. หลายฉบับแต่มีผลบังคับใช้เกี่ยวเนื่องในกฎหมายเดียว เช่น กรณี พ.ร.บ. การเดินเรือในน่านน้ำไทยฯ ที่มีการออก พ.ร.บ. เพื่อแก้ไขรวม 17 ฉบับ หรือมีกรณีที่ออก พ.ร.บ. ใหม่พร้อมกับยกเลิกกฎหมายเก่าหลายฉบับก็มี ดังนั้นการนับจำนวนกฎหมายจึงขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และวิธีการของผู้ศึกษา

3.5 ในปี พ.ศ. 2557 ก่อนการรัฐประหารไม่ปรากฎว่ามี พ.ร.บ. ใหม่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

 

ดร. มานะ นิมิตรมงคล

เลขาธิการ

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

 

#กฎหมาย#พ.ร.บ.#คำสั่ง คสช.#ประกาศ คสช.

Leave a comment

Filed under Uncategorized

คนโกงโกยเงินเข้ากระเป๋าปีละเท่าไหร่

คนโกงโกยเงินเข้ากระเป๋าปีละเท่าไหร่ …

20476086_838578802973535_5701855544279791584_n.jpg

เม็ดเงินที่ข้าราชการและนักการเมืองขี้ฉ้อ กอบโกยไปทั้งที่ “โกงเงินของรัฐ” และ “รีดไถเอาเงินจากกระเป๋าประชาชน” มีมากน้อยแค่ไหน ขอแบ่งกลุ่มและอธิบายสั้นๆ ดังนี้

1. สินบนครัวเรือน

เป็นสินบนที่ชาวบ้านหรือประชาชนทั่วไปต้องจ่ายให้เจ้าหน้าที่เมื่อไปติดต่อที่สถานที่ราชการ เช่น กรมที่ดิน ตำรวจ โรงเรียน ศุลกากร สรรพากร อำเภอ อบต. เทศบาล เป็นต้น สินบนประเภทนี้มีมากถึง 5 พันล้านบาทต่อปีเป็นอย่างน้อย

ตัวเลขที่แท้จริงคงสูงกว่านี้มาก แต่ผู้ให้ข้อมูลในการสำรวจอาจปิดบังไว้เนื่องจากเกรงกลัวอันตรายหากเปิดเผย และข้อมูลนี้ยังไม่รวมถึงกรณีที่องค์กรธุรกิจ อุตสาหกรรมไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่ (ผาสุก พงษ์ไพจิตและคณะ, 2557 “สินบน ทัศนคติและประสบการณ์ ของหัวหน้าครัวเรือน”)

2. สินบนในการจัดซื้อจัดจ้าง

มีมูลค่า 2 – 3 แสนล้านบาทต่อปี เป็นเรื่องเงินทอน 30 % ที่ได้ยินกันประจำอาจมากหรือน้อยกว่านี้ตามยุคสมัยของผู้มีอำนาจและโอกาส โกงกิน มีทั้งในรัฐบาล หน่วยราชการ โรงเรียน ตำรวจ ทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ รวมทั้งกรณีเงินทอนวัด 75 % ที่กำลังโด่งดังด้วย (มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, 2560 “ดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทย”)

3. สินบนธุรกิจ

เป็นการจ่ายเพื่อจูงใจให้เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจอนุญาตอนุมัติอะไรบางอย่าง ซึ่งอาจหมายถึงการช่วยให้ตนพ้นความผิดที่ทำไป เช่น การเลี่ยงภาษี หรือเพื่ออำนวยความสะดวก ลัดขั้นตอน เร่งรัด หรือให้ได้สิทธิพิเศษบางอย่าง เช่น การขอใบอนุญาตก่อสร้างโรงงาน ขออนุญาตสร้างอาคาร ประกอบธุรกิจ ทำบ้านจัดสรรและคอนโด นำเข้าสินค้า การใช้แรงงานต่างด้าว เป็นต้น สินบนประเภทนี้มักจ่ายกันเป็นก้อนใหญ่ๆ

4. สินบนเพื่อให้ได้รับการจัดสรรทรัพยากรของรัฐ

หมายถึงการยอมจ่ายเพื่อให้ตนได้รับสัมปทาน หรือสิทธิการเช่าในทรัพย์สินหรือทรัพยากรของรัฐ หรือให้ตนได้เงื่อนไขที่ได้เปรียบรัฐมากๆ เช่น สัมปทานเหมืองแร่ สัมปทานโทรศัพท์ สัมปทานศูนย์การประชุมแห่งชาติ สิทธิการเช่าที่ราชพัสดุ สัมปทานเหล้าบุหรี่ เป็นต้น

การตอบแทนในกรณีนี้นอกจากเป็นทรัพย์สินเงินทองยังอาจใช้ประโยชน์ต่างตอบแทนรูปแบบอื่นๆ เช่น หุ้นในธุรกิจ แบ่งกำไร จ้างเป็นกรรมการหรือที่ปรึกษา

5. สินบน ส่วย ส่วนแบ่งและการคุ้มครองสำหรับ หวย บ่อน ซ่องและยาบ้า

มีการประเมินว่าธุรกิจมืดเหล่านี้อาจมีมูลค่ามากถึง 13% ของ จีดีพี คิดคร่าวๆ สมมุติว่ามีการจ่ายส่วยสินบนให้เจ้าหน้าที่และนักการเมืองทุกระดับสักสิบเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าตลาดก็จะเป็นเงินมากถึง 172,642 แสนล้านบาทต่อปี (ปี 2559 จีดีพีของไทยเท่ากับ 390,593 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ)

6. สินบนและเงินรีดไถที่คนทั่วไปต้องจ่ายเมื่อเผชิญกับเจ้าหน้าที่นอกสถานที่ราชการ

การจ่ายอาจมีสาเหตุต่างกัน เป็นไปได้ทั้งกรณีที่ผู้จ่ายกระทำผิดจริงและโดนกลั่นแกล้ง เช่น จราจร เทศกิจ เจ้าหน้าที่แรงงานและตรวจคนเข้าเมืองในกรณีที่เป็นนายจ้างหรือแรงงานต่างด้าว

7. สินบนในการบริหารงานราชการ

เช่น การแต่งตั้งโยกย้าย การวิ่งงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การวิ่งเต้นเพื่อให้ผู้มีอำนาจได้อนุญาตอนุมัติอะไรบางอย่าง พฤติกรรมเหล่านี้เป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันเองระหว่างบุคลากรในระบบราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สินบนประเภทนี้มีไม่มากนักแต่ต้องเน้นให้ความสำคัญไว้ เพราะมันเป็นรากเหง้าที่ทำให้คนต้องไปดิ้นรนหาเงินมาเป็นค่าใช่จ่าย

สินบนลำดับที่ 3 – 5 เป็นเงินจากพ่อค้าหรือประชาชนเพื่อแลกกับการเปิดให้คนเหล่านั้นทำผิดหรือได้ประโยชน์เกินควรไปจากรัฐ ส่วนลำดับที่ 6 และ 7 เป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจหน้าที่หรืออิทธิพลไปหาประโยชน์โดยมิชอบจากบุคคลอื่น

ความเสียหายที่เป็นเม็ดเงินอย่างที่กล่าวมารวมๆ แล้วเยอะเหลือเกิน แต่หากคำนวนความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อมและสังคม มูลค่าจะเพิ่มขึ้นกว่านี้อีกหลายเท่า

ดร. มานะ นิมิตรมงคล
เลขาธิการ
องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)
28/7/60

#สินบน 7 ประเภท

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ยิ่งปิดกั้นสื่อ ยิ่งคอร์รัปชันมาก

ยิ่งปิดกั้นสื่อ ยิ่งคอร์รัปชันมาก

รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ (2501 – 2506) ถูกประเมินว่า “มีการโกงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของไทย” วัดจากเงินที่โกงไปแล้วคิดตามเปอร์เซ็นต์ของ จีดีพี ในปีนั้นๆ ซึ่งเทียบแล้วมากกว่ายุครัฐบาลพลเอกชาติชาย (2531 – 2534) ที่สื่อมวลชนมีเสรีภาพมาก ทำให้เรื่องอื้อฉาวของนักการเมืองและนายทุนพรรคถูกนำข้อมูลมาเปิดเผยสู่สาธารณะจำนวนมาก จนคนไทยได้รับรู้ถึงเหตุการณ์บุ๊ฟเฟต์คาบิเน็ทหรือรัฐบาลมือใครยาวสาวได้สาวเอา ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลยุคพรรคการเมืองเข้มแข็งที่การโกงถูกยกระดับให้กลายเป็นคอร์รัปชันเชิงนโยบายและทำให้ข้าราชการจำนวนมากต้องไปเข้าสังกัดภายใต้เครือข่ายอุปถัมภ์ของนักการเมือง

ศ.ดร. ผาสุก พงษ์ไพจิตร ให้ความเห็นต่อปรากฎการณ์นี้ว่า มีความแตกต่างประการสำคัญที่เห็นได้คือ ในยุคเผด็จการ สื่อขุดคุ้ยไม่ได้ประชาชนพูดไม่ได้ คือคนไม่รู้ถึงรู้ก็ทำอะไรไม่ได้ รัฐบาลยุคต่อๆ มาก็มักพยายามทำในทำนองเดียวกัน

พูดอย่างนี้จะเห็นว่าในยุคประชาธิปไตย ประชาชนเปิดหูเปิดตาได้มากกว่า เพราะสื่อมวลชนและเครื่องมือสื่อสารยุคใหม่ในมือประชาชนทำให้การตรวจสอบที่นำไปสู่การต่อต้านด้วยพลังประชาชนเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ การแก้ปัญหาคอร์รัปชันจึงกว้างขวางและทรงพลังกว่า

เมื่อสื่อมวลชนมีบทบาทในการตีแผ่ข้อมูลมากขึ้น ย่อมทำให้คนไทยได้รับรู้และเข้าใจพฤติกรรมที่คอร์รัปชันดีขึ้น แม้ผู้มีอำนาจจะพยายามแทรกแซงปิดกั้นกลไกควบคุมและระบบตรวจสอบของรัฐก็ตาม เห็นได้จากรายงานของสถาบันทีดีอาร์ไอ ที่ระบุว่า เกิดคดีคอร์รัปชันใหญ่ๆ ระหว่างปี พ.ศ. 2530 ถึง 2559 ที่ตกเป็นข่าวตามสื่อมวลชนไม่น้อยกว่า 110 คดี สร้างความเสียหายให้ประเทศรวมกันมากถึง 9.8 แสนล้านบาท

นี่ยังไม่นับรวมที่ปรากฎตามโซเชี่ยลมีเดียอย่าง “เพจหมาเฝ้าบ้าน” ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ที่มีการชี้เบาะแสเรื่องไม่ชอบมาพากลอีกหลายร้อยกรณีในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา

ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้กล่าวถึงผลการศึกษาของนักวิชาการจากต่างประเทศที่สอดคล้องกับประเด็นนี้ว่า “ถ้าลดเสรีภาพของประชาชน 1 ส่วน จะเพิ่มโอกาสในการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ 3 ส่วน” ดังนั้น ถ้าต้องการขจัดทุจริตที่ต้นเหตุจริงๆ ก็ต้องเลิกกฎหมายที่ไปจำกัดเสรีภาพของประชาชนโดยไม่จำเป็น

การสร้างระบบที่ทำให้ประชาชนและสื่อมวลชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้มีการตรวจสอบได้โดยเสรี จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่คนไทยต้องร่วมมือกันเพื่อมิให้มีการปิดกั้นพลังประชาชนในการต่อต้านคอร์รัปชัน

ดร. มานะ นิมิตรมงคล
เลขาธิการ
องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)
9/7/60

หมายเหตุ

1. คุณบรรยง พงษ์พานิช กรุณาส่งข้อมูลเพิ่มเติมมาว่า มูลค่า GDP. ใน สมัยสฤษดิ์ 2502 = 2.7 Billion US. $ น้าชาติ 2531= 61.7 Billion US. $ ทักษิณ 2544 = 173 billion US. $

2. มีงานวิจัยที่ยืนยันว่า ที่ผ่านมาความเสียหายของประเทศจากการคอร์รัปชันเพิ่มมากขึ้นมาโดยตลอด แม้คอร์รัปชันของคนบางกลุ่ม บางประเภทจะชะลอลงในบางช่วงเวลา

3. งบประมาณของแผ่นดินที่ถูกใช้ในการป้องกันปราบปรามคอร์รัปชันเพิ่มมากขึ้นทุกปี

4. ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักข่าวอิศราและสำนักข่าวไทยพับลิก้า

5. ขอบคุณภาพประกอบจาก media freedom

Leave a comment

Filed under Uncategorized